Home ธรรมะ สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม 2 PDF Print E-mail
Monday, 21 September 2009 03:41

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม (2)


โดย
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

 

คำถาม :   การอโหสิกรรม เมื่อเจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้แล้ว ผู้นั้นยังจะต้องรับกรรมอีกหรือไม่?


หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้ต้องทำความเข้าใจ กรรมที่เราทำโดยมีคู่กรณี เช่น ชกต่อยตีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันในเมื่อทำลงไปแล้วต่างคนต่างเจ็บแค้นใจ มันผูกกรรมจองเวรกัน คือคอยที่จะล้างผลาญกัน แก้แค้นกันอยู่เสมอ ทีนี้ในเมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ต่างคนต่างก็ยกโทษให้กัน อโหสิกรรมให้กัน การผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรมันก็หมดไป เพราะเราไม่คิดที่จะทำร้ายกันต่อไปอีก แต่บาปกรรมที่ไปตีหัวเขานั้นมันอโหสิไม่ได้ เพราะมันเป็นกฎแห่งธรรมชาติ เราไปด่าเขามันก็เป็นบาป มันผิดศีลข้อมุสาวาท ตีเขาฆ่าเขามันก็เป็นฉายาแห่งปาณาติบาตถึงเขาไม่ตายก็ตาม ถ้าเขาตายก็เป็นปาณาติบาต แม้ว่าผู้ที่ถูกทำร้ายจะอโหสิกรรมให้คือไม่จองเวรกันต่อไป กรรมที่ผู้นั้นกระทำลงไปแล้วย่อมแก้ไม่ตก นี่ต้องเข้าใจกันอย่างนี้


           ทีนี้เราทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขาได้รับส่วนกุศลของเรา เขาได้เกิดดีถึงสุขพ้นจากที่ที่เขาอยู่ ซึ่งมันเป็นที่ทุกข์ทรมาน เขาดีอกดีใจเขานึกถึงบุญถึงคุณเราเขาก็อโหสิกรรมให้เราได้ แต่กรรมที่เราฆ่าเขานั้นมันก็ยังเป็นผลกรรมที่เราจะต้องสนองอยู่ เพราะฉะนั้น ผู้ใดต้องการตัดกรรมตัดเวรก็ต้องให้มีศีล ๕ ข้อ จึงจะตัดเวรตัดกรรมได้

 

 

 


คำถาม :   ภิกษุฉันคอฟฟี่เมตในตอนเย็นได้หรือไม่ เพราะอะไร?


หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้ผู้ที่ท่านอยาก  ท่านก็ฉันได้ ผู้ที่ท่านไม่อยากท่านก็ไม่ฉัน ผู้ที่ท่านสงสัยข้องใจว่าคอฟฟี่เมตนั่นมันเป็นวัตถุอันหนึ่งซึ่งเป็นพวกประเภทอาหารเป็นแป้ง แป้งนั้นจะทำจากอะไรก็ได้ ในเมื่อมันเป็นแป้งถ้าท่านรังเกียจท่านก็ไม่ฉัน แต่หลายๆท่านก็ยังฉันอยู่เพราะท่านว่ามันไม่ผิด แต่สำหรับพวกเรานี่ควรจะถือว่ามันผิดวินัย เพราะมันเป็นพวกประเภทใช้แทนอาหารได้ แต่ว่าผู้ที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ปากแก่ท้อง ก็ไปเกณฑ์เอาว่ามันไม่ผิด เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเคร่งในพระวินัย ก็ไม่ควรฉัน เช่น ยาคูลท์ ตอนเย็นเป็นต้น อย่าไปฉัน

 

 


คำถาม :   พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะดูได้จากอะไร?


หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้ธุระไม่ใช่ ไม่ควรไปดูคนอื่น ควรจะดูเราเองว่าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่ ถ้าหากว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทุกคนก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปหมด เพราะว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัว เราจะดูแต่ภายนอกไม่ได้มันดูยากว่าใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมัยทุกวันนี้เขาเล่นลิเกเก่ง เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ดูยาก ถ้าหากเราจะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจริงๆ เราก็ตั้งใจว่าเราจะปฏิบัติตัวของเราให้ดี เราไม่ควรไปกลัวคนอื่นจะลงนรก เราควรกลัวเราลงนรกมากกว่า สำหรับสหธรรมิกที่อยู่ด้วยกัน เราก็รู้ได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ถ้ามองเห็นว่าข้อปฏิบัติข้างนอกนี่มันดีงามสมกับสมณสารูป เราก็รู้ทันทีว่าผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ “สังวาเสนะ สีลัง เวทิตัพพัง” ศีลเราจะรู้ได้ว่าใครบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เพราะการอยู่ร่วมกัน เราอยากจะรู้ได้เราก็อยู่ร่วมกันนานๆ ดูความประพฤติปฏิบัติของกันและกันไป ดังนั้นสำหรับพระภิกษุสงฆ์   ในเมื่อไปสู่สำนักของพระเถระท่านใดท่านหนึ่งซึ่งท่านเป็นหัวหน้า ท่านให้ดูอยู่ ๓ วัน ถ้าแน่ใจว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ของเราได้ให้ขอนิสัยถ้าหากเราไม่แน่ใจสมัครใจจะอยู่ที่นั่น ก็ดูต่อไปอีก ถ้าไม่เห็นความดีความชอบของท่าน เราไม่สมัครใจก็ลาท่านหนีไปเสีย ถ้าขืนอยู่ต่อไปเป็นอาบัติทุกกฎ

 

 


คำถาม :   โยมแม่นับถือศาสนาอื่น เราจะทำอย่างไรให้โยมแม่มานับถือศาสนาพุทธ?


หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้อย่าไปกังวล คุณแม่นับถือคริสต์ อิสลาม ก็ปล่อยให้ท่านนับถือไป เรานับถือศาสนาพุทธ ก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ท่านมองเห็นคุณธรรมของเรา ถ้าเรายังเป็นคนที่หัวดื้อหัวรั้นต่อท่านอยู่ แม้เราจะชวนให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธท่านก็ไม่มาประเดี๋ยวท่านจะย้อนว่าคนศาสนาพุทธปฏิบัติอย่างนี้หรือ   ไม่เชื่อฟังพ่อแม่   ถ้าเราอยากให้ท่านมานับถือศาสนากับเรานี้ เราต้องประพฤติดีเอาอกเอาใจ แล้วเวลาว่างก็คุยๆกันเล่นและอย่าไปด่าศาสนาท่าน ศาสนาของแม่ก็ดีเหมือนกัน ถ้าหากว่าแม่มาปฏิบัตินั่งสมาธิภาวนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตได้มันก็จะดี    แล้วปฏิบัติแสดงความดีให้ท่านเห็นว่าเรานับถือศาสนาพุทธนี่ดีจริงๆ น้อ ! มันว่านอนสอนง่ายมันซักกางเกงในให้แม่ ซักผ้าถุงให้แม่ ล้างเท้าให้แม่ ตักข้าวให้แม่กิน ตักน้ำให้แม่ดื่ม ท่านก็เห็นความดีของเราไม่ต้องไปชักชวนท่านเดี๋ยวท่าน อืม ! ไอ้นี่มันดี เดี๋ยวท่านก็กลับมานับถือศาสนาเรา


Field of Sunflowers Kentucky

 

คำถาม : สมมติว่าคนถือศีลกันหมดแล้ว ถ้ามีศัตรูต่างชาติเข้ามาเบียดเบียนเราจะไม่เป็นอันตรายหรือ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้มันเป็นไปไม่ได้ คือว่าแต่ไหนแต่ไรมาแล้วคนที่จะไปถือศีลหมดทุกคนนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ต้องวิตกกังวลหรือถ้าหากใครว่า ถ้างดเว้นการฆ่าสัตว์แล้วจะได้กินอะไร ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวล เพราะเขาฆ่ากันกิน รบกัน ฆ่ากันมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด ทีนี้ถ้าหากว่าถือศีลกันหมดทุกคน ข้าศึกมารุก เช่น พระเจ้าวิฑูฑภะยกกองทัพไปปราบพวกศากยะ พวกศากยะนี้ถือศีลกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไม่ฆ่าสัตว์เลย พอพระเจ้าวิฑูฑภะมาก็ไม่ยอมต่อสู้ จะทำอย่างไรก็ตาม จะฆ่าจะแกงฉันก็ไม่สนใจทั้งนั้น จนกระทั่งพระเจ้าวิฑูฑภะล้างโคตรของศากยะไปหมดสิ้นจากโลกนั่นคือท่านผู้เคร่งในศีลในธรรม

ทีนี้ในศีลในธรรมอย่างนั้น คนอื่นเขาฆ่าท่าน ท่านไม่ยอมฆ่าตอบ ท่านก็เป็นผู้เคร่งในศีล เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน พระโสดาบันย่อมไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแกใคร จะฆ่าก็ยอมตาย อันนั้นแสดงคุณธรรมอย่างสูงส่ง โดยสามัญทั่วไปผู้ที่ถือศีลถือไป ผู้ที่ทำหน้าที่รบก็รบไป ผู้มีศีลนึกสนุกมาก็เอาพระเอาเหรียญมาปลุกเสกไปแจกเขาด้วยก็ยิ่งดี

 

 


คำถาม : ผู้ที่บวชเป็นพระแล้ว ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ จะบาปหรือไม่อย่างไร?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ถ้าหากว่าบวชเป็นพระแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติ เดินจงกรมนั่งสมาธิ แต่รักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด ไม่ละเมิดสิกขาบทน้อยใหญ่ ถึงแม้ว่าคุณธรรมอื่นไม่เกิด ไม่ได้ปฏิบัติเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา แต่ว่าศีลบริสุทธิ์หมดจด ศีล ๕ ก็บริสุทธิ์ ศีลอื่นก็บริสุทธิ์ ศีล ๒๒๗ ก็บริสุทธิ์ เมื่อศีลบริสุทธิ์สะอาดแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิ สมาธิมันก็เกิดขึ้นมาเอง ถ้าศีลบริสุทธิ์ การภาวนาก็คือมีสติรู้อยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน ผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ต้องมีสติสังวรระวังอยู่ทุกลมหายใจ การที่มีสติสังวรระวังอยู่ทุกลมหายใจนั่นแหละคือการฝึกสมาธิ เพราะสิ่งที่เราระวังๆ อยู่นั่น ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นอารมณ์จิต รูปผ่านเข้ามาเรามีสติ และเราก็ไม่ได้ละเมิดสิกขาบทวินัยของเรา ไม่ได้เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เมื่อเราฝึกสติตลอดเวลามันก็เป็นสมาธิได้ ไม่เฉพาะแต่มานั่งหลับตาภาวนาพุทโธๆๆ คนที่เขาปฏิบัติโดยไม่เคยนั่งสมาธิเลย เวลาเขานั่งทำงาน เขานึกว่าเขานั่งสมาธิ มีสติรู้พร้อมเดินไป ทำงานมีสติรู้พร้อม เขาเดินจงกรม เขาคิดงานของเขา เขาพิจารณาธรรมแล้วจิตก็มีสมาธิ มีสติปัญญารู้ธรรมเห็นธรรมได้ ตัวอย่าง มีอยู่หลายๆคน ในปัจจุบันนี้ก็มี

 

คำถาม : ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุแล้วกล่าวว่า รูปเหรียญมงคลช่วยให้เขารอดจากอุบัติเหตุนั้นๆ จริงหรือไม่ หรือเพราะเหตุใด?

หลวงพ่อพุธตอบ :  มีทั้งจริงทั้งไม่จริง ที่จริงก็คือว่าคนที่ยังไม่ถึงที่ตาย รูปเหรียญพระนั้นๆ ก็ช่วยได้ แต่ถ้าจะถึงที่ตายแล้ว อะไรก็ป้องไม่ได้ แต่ว่ารูปเหรียญนั้น รูปพระก็ดี วัตถุมงคลก็ดี ที่เราถือไว้ห้อยคอเอาไว้ เตือนใจเมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุจะได้นึกถึงพระถึงเจ้า บางทีเรานึกถึงพระถึงเจ้ามันก็อาจจะรอดพ้นอันตรายไปเพราะบุญกุศลมันยังช่วยต่อชีวิตให้ เพียงแต่ว่านึกพุทโธๆ มันก็เป็นบุญอยู่แล้ว สมมติว่าชีวิตของเราจะสิ้นลงในวันนี้ พอพุทโธๆๆ ใจแน่วแน่ขึ้นมา มันก็ต่ออายุไปได้ เพราะบุญกุศลนั้นมันส่ง แต่ผู้ที่จะถึงวาระที่จะต้องตายแล้วต่อให้พระพรหมมาป้องกันก็ไม่เหลือ

 


คำถาม : ทำอย่างไรจึงจะสมกับคำว่า เร่งความเพียร?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ถ้าอยากจะให้สมกับคำว่า เร่งความเพียร ก็อย่าหยุดนิ่งสวดมนต์ไหว้พระเช้าเย็นเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทำติดต่อกัน ทำด้วยความมีสติปัญญา อย่าทำอย่างงมงาย ได้ชื่อว่าเป็นการเร่งความเพียร คือทำไม่หยุด เพียรเดิน ก็คือเดินไม่หยุด เพียรวิ่งก็คือวิ่งไม่หยุด เพียรฝึกการเล่นกีฬาก็คือการเล่นไม่หยุด เดินจงกรมนั่งสมาธิไม่หยุด เวลานอนลงไปก็กำหนดจิตบริกรรมภาวนา หรือพิจารณาธรรมอยู่ก็ได้ชื่อว่าเร่งความเพียรคือไม่ประมาท ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง

 

 

คำถาม : การสวดมนต์ บทไหนที่ดีที่สุด?

หลวงพ่อพุธตอบ :  สวดมนต์นี่ดีทุกบท อย่าไปเชื่อว่าบทนั้นดี บทนี้ไม่ดี มนต์ต่างๆ นั่นมันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการเล่านิยายเรื่องพระพุทธเจ้าที่ท่านทำงานของท่านมาเป็นบันทึกผลงานของพระพุทธเจ้า เช่นอย่าง มงคลสูตร ปรารภอะไรและทรงแสดงธรรมว่าอย่างไร กรณียเมตตสูตร ปรารภอะไร แสดงธรรมว่าอย่างไร มันเป็นบทบันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่นอย่าง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ก็เป็นบันทึกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา เป็นกัณฑ์แรก โปรดใคร ที่เขาไปกำหนดหมายว่า สวดนั้นถึงจะดี สวดนี้ถึงจะดี อันนั้นเขาสอนกันมีแนวโน้มไปในทางไสยศาตร์ พวกไสยศาตร์นี่อย่าไปสนใจ ขืนเรียนไสยาศาตร์ไปกลายเป็นผีใหญ่หมด สวดมนต์ที่พระพุทธเจ้าเทศน์เอาไว้ เป็นการทรงจำคำสอนสวดมนต์ หลักก็คือสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณเป็นการไหว้ครู คือไหว้พระพุทธเจ้าและคุณธรรมของพระพุทธเจ้า สาวก ของพระพุทธเจ้าผู้นำศาสนามา การสวดมนต์นี่ เช่นเราสมมติว่า สวด “อิติปิโส ภะคะวาอะระหัง สัมมาสัมพุทโธ” ทำสติให้มันรู้ชัดๆ มันก็เป็นภาวนาไปในตัว อะไรก็ตามที่เรารู้ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจเป็นสื่อสัมพันธ์กับโลกภายนอก ตาเห็นรูปมีสติ ถ้ามันเกิดรักเกิดชอบพิจารณา ถ้ามันเกลียดพิจารณาให้มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา

อย่าไปสนใจเรื่องของคนอื่น เรามั่นคงใน พระธรรม พระวินัย ในข้อวัตรปฏิบัติของเรา รักษาศีลวินัยให้ดี เอาใจใส่การปฏิบัติให้ดี เราไปอยู่ในสำนักไหน พักในสำนักไหน กิจวัตรของวัดนั้นเขามีอะไร ให้อนุโลมปฏิบัติตามเขา ถ้าเราไม่ชอบอย่าไปขวางเขา ถ้าไม่ชอบระเบียบวิธีการของวัดนี้ เราก็ไม่ต้องอยู่ ก็ต้องไปแสวงหาที่อื่น อย่าเอามติของเราไปขัดเขา ถ้าเรายังไม่พ้นนิสัยมุตก์หรือพ้นแล้ว    ถ้าหากเราจะไปศึกษาปฏิบัติในสำนักไหน แม้ว่าเราอายุพรรษาพ้น ๕ แล้วต้องรู้จักพระธรรมวินัย อุบายวิธีแก้ไขปัญหาตัวเอง ถ้าหากว่ายังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ๑๐๐ พรรษาก็ยังไม่พ้น ทีนี้เรายังแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อการปฏิบัติอยู่ ก็แสดงว่าเรายังไม่พ้นนิสัยมุตก์ เพราะเรายังไม่เข้าใจหลักการปฏิบัติ

 

Waterfall

 คำถาม : ประกอบอาชีพอะไรในทางฆราวาสที่หลวงพ่อคิดว่ามีความเหมาะสมกับเศรษฐกิจในทุกวันนี้?

หลวงพ่อพุธตอบ :  อะไรก็ได้ ใครคล่องตัวในการทำนาก็ไปทำนา ใครคล่องตัวในการทำไร่ก็ไปทำไร่ ใครคล่องในการก่อสร้างไปก่อสร้าง ใครคล่องในการทำมาค้าขาย ไปทำมาค้าขาย อาศัยความพากเพียรพยายาม ล้มลุกคลุกคลาน อดทน อย่าท้อถอย ในที่สุดแล้วเราจะประสบผลสำเร็จ

 


คำถาม : เราเป็นฆราวาสทำผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง ถ้าทำการล้างบาปจะหมดกรรมหรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ไม่มีทาง พระพุทธเจ้าสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ ศีล ๕ นั่นแหละเป็นการทำผิดบาปโดยกฎของธรรมชาติ ถ้าหากเราปฏิบัติผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง แล้วมาทำพิธีล้างกรรมล้างเวร นั่น จะเปลี่ยนศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาคริสต์ สิ่งที่เราทำลงไปนั้น มันล้างกรรมไม่ได้แล้วมันจะหมดบาปไปเพราะการอาบน้ำการล้าง หรือการเสกมนต์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น เช่น อย่างเขาทำพิธีตัดกรรมตัดเวร แต่งขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ขึ้นมาแล้ว เขาก็นำสวดว่า “ยัง กัมมัง กะริสสามิ” “กัลยานัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาโน ภะวิสสามิ” แล้วก็ว่ามันตัดได้ หมดกรรมหมดเวร อันนี้เขาหลอกลวงอย่าไปเชื่อถ้าใครอยากจะตัดกรรมตัดเวรก็ให้มีศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปก็ได้ชื่อว่าตัดกรรมตัดเวร

 


คำถาม : ผู้ที่แต่งงานแล้ว ไม่สามารถมีบุตรได้ เป็นเพราะการผิดปกติทางด้านสรีระภายในที่แพทย์พิสูจน์แล้ว จะมีกรรมอันใดที่เคยทำมา?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเทศน์เรื่องโพธิราชกุมาร โพธิราชกุมารเกิดมาแล้วเป็นเศรษฐีแล้วไม่มีบุตรสืบสกุล วันหนึ่งท่านก็อธิษฐานบารมีว่า “ถ้าหากว่าเราจะมีบุตร เราจะปูผ้าขาวเอาไว้ ขอให้พระพุทธเจ้าเหยียบผ้าขาวของเรา” พระพุทธเจ้าก็รู้ล่วงหน้าว่าเศรษฐีคนนี้จะไม่มีบุตรตลอดชาติ อ่านก็ไม่ทรงเหยียบ พระสงฆ์ทั้งหลายก็ไม่ทรงเหยียบเป็นเพราะบุพกรรมอันใด? เศรษฐีคนนี้ได้ไปพรากลูกพรากเต้าเขาในสมัยก่อนมีพวกพ่อค้าล่องเรือสำเภาไปค้าขายในทะเล พอดีลมพายุมันมาพัดเรือจะจมมิจมแหล่ พวกชาวเรือทั้งหลายก็มาปรึกษากันว่า? ชะรอยจะมีคนกาลกิณีติมาด้วย เขาทั้งหลายก็พากันให้จับฉลาก พอจับฉลากแล้วบุรุษกาลกิณีผัวเมียคู่หนึ่งเป็นกาลกิณีก็จับฉลากได้แต่กาลกิณีถึง ๓ ครั้ง ๓ หน ชาวเรือทั้งหลายเขาก็สละไม้กระดานแผ่นหนึ่งผูกคนทั้งสองติดไม่กระดานแล้วปล่อยลงไปในทะเลคลื่นทะเลก็ซัดไปตามบุญตามกรรม ไปติดอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งกลางทะเลซึ่งไม่มีผู้มีคนแต่ว่าในเกาะนั้นนกทั้งหลายพากันไปทำรังออกลูกออกไข่อยู่ที่นั่น ผัวเมียคู่นี้ไม่มีอะไรจะกิน ไปเห็นลูกนกทั้งหลายก็เอาไม่ไผ่ไปสีให้เกิดไฟขึ้นแล้วไปเก็บไข่นกมาเผาไฟกิน เมื่อกินไข่หมดแล้วเอาลูกมันมาเผากิน เมื่อกินลูกหมดแล้วก็เอาไม้ไล่ตีแม่มันมาเผากิน จนกระทั่งนกในเกาะนั้นหมดที่เหลือก็พากันบินหนีข้ามทะเลไป
 เพราะบาปกรรมอันนี้เอง สองผัวเมียก็พากันตกนรก เวียนว่ายตายเกิดหลายภพหลายชาติ เมื่อเกิดมาในสมัยโพธิราชกุมาร เพราะบาปกรรมอันนั้นเองจึงบันดาลให้ผัวเมียคู่นี้ไม่มีบุตร เพราะฉะนั้นคนแต่งงานแล้วไม่มีบุตร บาปกรรมที่ทำให้อวัยวะที่เป็นกำเนิดของทารกนั้นพิการไป หรือมีอุปสรรคถึงกับไม่มีบุตร ก็เพราะบาปกรรมอันนี้

 


คำถาม : การจุดยากันยุงถือว่าเป็นบาปหรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  การจุดยากันยุง ถ้ายุงไม่ตายมันได้กลิ่นแล้วก็บินหนีไปถือว่า “ไม่บาป”

 


คำถาม : ถ้าฉีดยากันยุงชนิดสเปรย์ โดยนึกโดยตรงจะบาปหรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  หากสมมติว่าเราเปิดประตูหน้าต่างไว้ เรามองไม่เห็นตัวสัตว์แล้วก็ฉีดๆๆ ให้กลิ่นมันอบอยู่ในนั้น ป้องกันไม่ให้มันบินเข้ามาถ้ายุงไม่ตายก็ไม่เป็นบาป แต่ถ้าเรารู้ว่ามียุงอยู่ในนั้นไปฉีดยากันยุงมันไปถูกยุงตายมันก็บาป ฆ่าสัตว์โดยเจตนา

 

 

คำถาม : ขณะที่เรารักษาศีล แต่ไม่สามารถทำได้โดยการไม่เจตนาจะผิดศีลหรือไม่? เราควรทำอย่างไรดี?

หลวงพ่อพุธตอบ :  สิ่งที่เราทำแล้วขึ้นชื่อว่าผิดศีล ต้องพร้อมด้วยเจตนาคือ ความตั้งใจโดยสมบูรณ์ เช่น อย่างศีลข้อปาณาติบาตประกอบด้วยองค์ ๕
          ๑. สัตว์มีชีวิต 

          ๒. รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

          ๓. เจตนา คือความตั้งใจฆ่า

          ๔. ความพยายามฆ่า

          ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ศีลจึงจะขาด

ทีนี้เราควรทำอย่างไร? ถ้าเราสงสัยข้องใจว่าศีลเราจะขาด ก็ตั้งใจสมาทานเอาด้วยตนเอง โดยตั้งใจว่าเราจะสำรวมต่อไป ไม่ละเมิดศีลอีก

 

คำถาม : ที่ว่า “นิพพานัง ปะระมัง สุขัง” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น ถามว่า นิพพานยังมีสุขอีกหรือ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  คำว่า “นิพพานัง ปะระมัง สุขัง” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คือมันยิ่งกว่าสุขธรรมดา ยิ่งกว่าสุขจนไม่รู้สึก ว่ามีสุข มีทุกข์ แต่โวหารสมมติว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ถ้าใครมาเทศน์ว่า “พระนิพพานมันไม่มีความสุขหรอกมีแต่ความเฉยๆ” คนมันก็จะขี้เกียจปฏิบัติเฉยๆนี่จะเอาไปทำไม? นั่งมันอยู่ซื่อๆ มันก็ได้ซิ ! ที่ว่านิพพานสุขนั่นเป็นการจูงใจ สุขอันเป็นบรมสุข สุขอันเป็นปรมัตถสุข เป็นสุขที่เหนือสมมติบัญญัติ เป็นสุขที่อยู่เหนือสุขอย่างสามัญธรรมดา ที่ว่าสุขก็เพราะว่าไม่มาเกิดอีกนั่นเป็นข้อสำคัญ

 


คำถาม : การปฏิบัติที่ได้ชื่อว่าถูกต้อง มีอะไรเป็นเครื่องวัด?

หลวงพ่อพุธตอบ :  มีศีล ๕ ข้อเป็นเครื่องวัดปฏิบัติอันใดไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่งนั่นแหละเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง ทีนี้สำหรับความรู้ความเห็น ความรู้อันใดเกิดขึ้น ยึดมั่นถือมั่นมีอุปาทานทำให้เกิดปัญหาว่านี่คืออะไร นี่คือตัวนิวรณ์เป็นมิจฉาทิฎฐิ ความรู้ที่เกิดขึ้นแล้วจิตไม่ยึดไว้ สร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน เพราะรู้แจ้งเห็นจริงแต่ปล่อยวางความรู้อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ

 

 

คำถาม : การพูดเพ้อเจ้อเป็นบาปกรรมอย่างไร ขอได้โปรดเมตตาอธิบาย?

หลวงพ่อพุธตอบ :  การพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล หาสาระไม่ได้ บาปก็คือว่าไม่มีคนเชื่อถือ พูดเรื่อยเปื่อยไปไม่มีหลักมีฐาน ก็ไม่มีคนเชื่อถือ พูดตลกเฮฮา เสียเวลาปฏิบัติธรรมเสียเวลาทำงานสงเคราะห์เข้าในเป็นฉายาของมุสาวาท ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน ต้องสำรวมวาจาประหยัดคำพูด เพราะฉะนั้น บาปกรรมก็คือมันเสียเวลาภาวนาเสียเวลาที่จะพิจารณา แล้วทำให้จิตใจเศร้าหมอง เมื่อจิตเศร้าหมองแล้วทุคติเป็นที่หวังนั่นคือตัวบาป

 

คำถาม : ที่ว่า ทุกข์เกิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ดับที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ทุกข์เกิดจากอวิชชา ทุกข์จะดับต้องดับอวิชชา เพราะเหตุใดจึงมี ๒ นัย


หลวงพ่อพุธตอบ :  นัยหนึ่งนัยหยาบ นัยหนึ่งนัยละเอียด ต้นเหตุของทุกข์อยู่ที่อวิชชา เพราะความรู้ไม่จริง เพราะความรู้ไม่จริงมาครอบงำ ทำให้เราขาดสติสัมปชัญญะ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจเป็นอายตนะภายใน ที่ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เพราะมันเป็นทางเข้าแห่งอารมณ์ ในเมื่อตนเห็นรูป รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลงสมมติบัญญัติว่า รูปนี้สวย รูปนี้งาม เพราะอวิชชาเป็นเจ้าการ เป็นตัวตั้งตัวตี สิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ แต่ต้นแห่งทุกข์อยู่ที่อวิชชา มันเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องกัน อวิชชามันแสดงออกมาทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ในปฏิจจสมุปบาท ท่านกล่าวไว้ เพราะมันเป็นพื้นฐาน อวิชชาก็คือตัวโมหะ มันเป็นอกุศลมูล เมื่อรู้ไม่จริงมันก็หลงในสิ่งนั้นๆ ทำให้เราเผลอไป ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง ทำบุญบ้าง ทีนี้อย่างบางทีก็ไปหลงทำบาปหนักๆ เข้าไปก็เพราะอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นเหตุเป็นปัจจัย อาศัยวิชชาเป็นเค้าเป็นมูล นี่มีนัยต่างกันอย่างนี้


 

คำถาม : เวลานั่งสมาธิหรือเดินจงกรม หรือทำอะไรอยู่ก็ตาม มีความรู้สึกมึนชาที่สันจมูกและบริเวณหน้าผาก ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับสมถะหรือไม่

หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนั้นมันไม่เกี่ยวกับสมถะ เพราะเราข่มจิตมากเกินไปข่มอารมณ์มากเกินไปในเมื่อจิตทำท่าจะรวมๆเข้านิดหน่อย พลังของจิตมันก็ข่มเอาประสาทส่วนนั้น แต่ถ้าเราอดทนต่อไป ปวดก็ปวด ตายก็ตาย ถ้ามันผ่านไปได้แล้วจิตก็สงบเป็นสมาธิอดทนลูกเดียว อย่างบางทีเวลาจิตมันจะสงบเป็นสมาธินี่เหมือนใจจะขาดก็มี ถ้ามีสติสัมปัชญญะอดทนต่อไป ผ่านไปแล้วมันก็จะเกิดความสงบขึ้นมาได้ อดทนลูกเดียวไม่มีทางปฏิบัติอย่างอื่น

 


คำถาม : การตั้งสัจจะปฏิบัติเข้ากรรมฐาน ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ส่วนใหญ่ควรจะปฏิบัติอะไรบ้างเป็นส่วนมาก?
หลวงพ่อพุธตอบ :  ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริสุทธิ์สะอาด

 


คำถาม : และเมื่อปฏิบัติแล้วจะบังเกิดอานิสงส์อย่างไร?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ถ้าปฏิบัติจริงก็ทำให้เกิดสมาธิ มีปีติ มีความสุข แล้วก็มีจิตเป็นหนึ่งได้ สมาธิขั้นสมถะซึ่งเป็นพื้นฐานทำให้เกิดปัญญาสมาธิขั้นสมถะ จิตสงบนิ่ง... สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน นี่ถ้านักปฏิบัติท่านใดพยายามปฏิบัติเอาให้ได้ นักปฏิบัติท่านนั้นจะมีสมาธิเป็นพื้นฐานของจิตใจในเมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วจะไม่หลงความรู้ของตนเอง

 

คำถาม : เวลาภาวนา น้ำตามันคอยแต่จะออกมา?

หลวงพ่อพุธตอบ :  นั่นแหละอาการของปิติ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันผ่านไปเองถ้ามันขึ้นมาอีกก็นั่งอยู่เฉยๆอย่านึกอะไรทั้งสิ้น ที่นี้ถ้ามันจะขึ้นแรงเกินไปก็ถอนหายใจยาวซะเดี๋ยวมันก็หายไป ค่อยแก้ไขไปเดี๋ยวมันก็ดีเอง ดี! ภาวนามีปิตินั่นแหละดี ถ้าปิติไม่เกิดภาวนาก็จะไม่ได้ผลหรอก อาการของปิติเป็นอาการของจิตดื่มรสพระสัทธรรมมีอุปนิสัย ภาวนาเกิดปิติมีอุปนิสัยให้พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามากๆ เพราะเดี๋ยวมันเลยขั้นปิติไปแล้วก็สบายหรอก อาจารย์บางองค์อย่างหลวงปู่แว่นปิติท่านก็แรงเหลือเกิน สังเกตดูเวลาท่านเทศน์ทีแรกก็สำเนียงธรรมดาพอเทศน์ไปเรื่อยเกิดปิติขึ้นเสียงจะก้องขึ้น บางทีท่านอธิบายธรรมะจุดไหนท่านพิจารณาอย่างแนบเนียนปิติก็จะเกิดแรงขึ้น ท่านตื่นอกตื่นใจท่านปี๊ด... ท่านปี๊ด... ออกมาเลย แรงของปิติและก็อาจารย์มหาอีกองค์หนึ่งพอพูดถึงธรรมะตัวสั่นขึ้นมาเลย ปิติมันเกิดคนภาวนา มีปิตินี่ได้ผลเร็ว

 

 


คำถาม : เวลาภาวนาเมื่อเกิดปิติแล้วหลวงพ่อเคยถึงน้ำตาไหลไหม?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ผมไม่เป็นแรงอย่างนั้น บางทีเวลามันเป็นพอเริ่มมีปิตินิดหน่อยแล้วจิตจะสว่าง สงบละเอียดๆๆลงไปจนกระทั่งตัวหายไปหมด บางช่วงพอสงบละเอียดตัวหาย มันไปนิ่ง ว่าง สว่างอยู่เฉยๆ แล้วมันก็ออกมาพอมันออกมาก็เกิดมีความคิดขึ้นมาปุ๊ดๆๆ ก็ตามรู้มันไปจนสุดช่วงมัน จนกว่าถึงเวลากันสมควรแล้วก็เลิก พอเลิกแล้วก็มาทำสติอยู่กับปัจจุบันนี่ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรากำหนดสติรู้อยู่กับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน เราก็รู้ความจริง สิ่งที่เราประสบในปัจจุบันนี่แหละที่มายุให้เราเกิดอารมณ์ดีใจ เสียใจ เกิดสุข เกิดทุกข์ ตาเห็นรูปไม่ดี รูปน่าเกลียดมันก็เกิดทุกข์ ได้ยินเสียงไม่ดีก็เกิดทุกข์ เพราะมันเกิดไม่พอใจ อะไรมันเกิดพอใจมันก็จะเกิดความสุขใจแต่มันเป็นกิเลสก็รู้ความจริงของมันอยู่ในปัจจุบันนี่ ทีนี้เลยขั้นเจตนาตั้งใจ พอเรารู้ว่ามันไม่ดี เอ้า ! เราไม่ทำสิ่งนี้ดีเป็นบุญเป็นกุศลเราทำ จุดที่เราแต่งอยู่ตรงนี้ การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ภาวนามันขี้เกียจ เราก็ปรุงแต่งให้มันขยันขึ้น ส่วนในทางจิตทางใจ มันจะเป็นหรือไม่เป็นนั้นไม่สำคัญ อย่าไปสนใจกับมันมาก นักการปฏิบัตินี่เองมันเหตุให้เกิดผลอย่างนั้นเมื่อเราปฏิบัติถูกต้อง ศีลบริสุทธิ์ดี จิตบริสุทธิ์ คือ มุ่งต่อสมาธิเพื่อความบริสุทธิ์ ปัญญาความรู้ ความเข้าใจความเห็นมุ่งต่อความบริสุทธิ์ มุ่งต่อความรู้แจ้งเห็นจริง มันก็เป็นความบริสุทธิ์ทั้ง กาย วาจา ใจ เราปฏิบัติ เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อแลกกับอามิสสินจ้างรางวัลอะไร เราปฏิบัติเพื่อทำใจให้บริสุทธิ์ มันก็เป็นความเป็นบริสุทธิ์ ถ้าปฏิบัติอยากให้คนเคารพนับถือ อยากจะดีเหนือกว่าคนอื่น ใจมันไม่บริสุทธิ์ ปฏิบัติไป ใครจะไหว้ก็ช่าง ไม่ไหว้ก็ช่างใคร ใครจะนับถือก็ช่าง ไม่นับถือก็ช่าง เราปฏิบัติเพื่อดีของเราคนเดียว นี่ถ้าตั้งใจไว้อย่างนี้ ก็จะเป็นความบริสุทธิ์ถึงกิเลสมีอยู่มันก็บริสุทธิ์ เพราะเจตนามันบริสุทธิ์


New  Zealand

คำถาม : นิพพานเป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา?

หลวงพ่อพุธตอบ :  นิพพานเป็นธรรมใช่มั๊ย นิพพานเป็นธรรม “สัพเพ ธัมมา อะนัตตา” ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา พระนิพพานก็ต้องเป็นอนัตตา เพราะผู้ที่บรรลุพระนิพพานแล้วไม่มีอัตตาตัวตน ไม่มีสมมติบัญญัติ เป็นสภาวจิตที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติ เหนือกิเลสเพราะฉะนั้น พระนิพพานจึงเป็นอนัตตา

 


คำถาม : ภาวนาบางทีตัวมันใหญ่ๆจะทำอย่างไร?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ตัวใหญ่ๆ นั่นปิติมันเกิด บางทีมันตัวเล็กนิดเดียวบางทีมันคล้ายๆกับว่าลอยอยู่บนอากาศ บางทีตัวมันหายไปหมด ให้กำหนดรู้อยู่เฉยๆ อย่าไปรบกวนมัน มันจะเป็นไงก็ช่างมัน ปล่อยในขณะที่มันเป็น ปล่อยมันไปเลย ทีนี้สิ่งที่มันเป็นตัวใหญ่ก็ดี ตัวเล็กก็ดี ตัวเบาก็ดี ตัวหนักก็ดี ตัวลอยก็ดี มันเป็นอาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้อยู่ สติสัมปัชญญะดีขึ้นมันจะกำหนดหมายรู้ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ต้องไปกังวลใดๆทั้งสิ้น หน้าที่ของเรามีสติกำหนดรู้อย่างเดียว ในตอนแรกๆถ้าภาวนาแล้วจิตมันไม่อยู่มันมีแต่ความคิดฟุ้งๆๆขึ้นมา ปล่อยให้มันคิดไปเลยจนปล่อยให้มันคิดไปสุดช่วงแล้วมันหยุดเองอย่าไปบังคับมัน อย่างภาวนาพุทโธๆๆ เพียงแต่นึกพุทโธๆ อย่าไปบังคับจิตให้มันสงบ แต่ว่านึกพุทโธไม่หยุด

 


คำถาม : เดี๋ยวนี้ปฏิบัติได้ไม่ดีเหมือนแต่ก่อนเลยเป็นเพราะอะไร?

หลวงพ่อพุธตอบ :  บางทีเราอาจเอาใจใส่เฉพาะเวลานั่งอย่างเดียว เวลาออกมาจากสมาธิแล้วเราไม่สนใจออกมาแล้วต้องทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ นี่คือแผนการปฏิบัติที่จะได้ผลแน่นอนที่สุด พวกฤาษีทั้งหลายนี่เขาภาวนาแล้วจิตเขาเข้าสมาธิ เขาภูมิใจในความมีสมาธิของเขาแต่ออกมาแล้วยังมาแช่งชักหักกระดูกนี่ยังมี เพราะขาดการเอาใจใส่ในการปฏิบัติภายนอก เพราะฉะนั้น ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด นี่เป็นอารมณ์จิต ต้องมีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาที่ท่านอาจารย์ฝั้นท่านว่า “อย่าให้จิตมันว่าง” หมายความว่า อย่าให้ว่างจากความตั้งใจ อย่าให้ว่างจากการฝึกสติ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นอารมณ์จิต ให้มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา


คำถาม : บางคนปฏิบัติในช่วงแรกยากลำบาก แต่เมื่อปฏิบัติได้ถึงช่วงของเก่ามีอยู่จะภาวนาไปได้เร็ว ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  มันเป็นไปตามอุปนิสัย บางคนปฏิบัติง่ายสำเร็จยาก บางคนปฏิบัติยากสำเร็จง่าย บางคนปฏิบัติง่ายสำเร็จง่าย บางคนปฏิบัติยากสำเร็จยาก อุปนิสัยพื้นเพเดิม

 


คำถาม : ที่จริงดูแล้ว คนที่มีของเก่าน่าจะปฏิบัติได้ง่าย?
หลวงพ่อพุธตอบ :  มันยังไม่ถึงขั้นนั้น

 


คำถาม : อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นชาย เป็นหญิงครับ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ความข้อง ความรัก ความคิด ติดข้องในนิสัยผู้หญิงติดข้องในเพศหญิง เช่น อย่างคนเป็นผู้ชายไปแต่งตัวเป็นผู้หญิง ทีนี้จิตมันก็ข้องเพราะความอยากเป็น มันถึงได้เป็นเช่นตัวอย่างคนใช้ของเศรษฐี เขาใช้ให้ขุนหมาทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งแกก็คิดขึ้นมาว่า “ขนาดหมาเศรษฐียังได้กินดีกว่าเราเลย!” “เราน่าจะเป็นหมาเศรษฐีดีกว่า” อยู่มาภายหลังเศรษฐีจัดงานเลี้ยง อาหารที่เหลือจากงานเลี้ยงเขาก็ให้แกกิน เพราะเขาทำมาก พอเสร็จแล้วแกก็กินไปๆ “เอ้อ ! อร่อยนี่ เสร็จเราล่ะ จะกินเหมือนหมาเศรษฐี” กินซะจนพุงฉีกเสร็จแล้วตาย พอตายไปแล้วเกิดเป็นลูกหมาเศรษฐี เพราะจิตมันไปข้อง จิตมันไปข้องอยู่ที่ตรงไหนมันก็ไปติดอยู่ที่ตรงนั้น

 


คำถาม : เรื่องการปฏิบัติยากสำเร็จง่าย ปฏิบัติง่ายสำเร็จยาก ในครั้งพุทธกาลนี่มีไหมครับ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  มี พระอานนท์ เดินจงกรมจนเท้าแตก เวลาจะสำเร็จ สำเร็จในเวลาที่คิดจะพักผ่อนตั้งใจจะพักผ่อน พอเอนกายลงอยู่ในขณะครึ่งนอนครึ่งนั่ง ไม่ได้ตั้งใจเลยว่าจะให้สำเร็จ พอเสร็จแล้วจิตก็แว๊บเข้าที่ สำเร็จอรหันต์ไปเลย

 


คำถาม : หลวงพ่อครับ บางคนภาวนาได้ฌาน ๔ ถ้าจิตจะพัฒนาขึ้นไปก็เป็นอรูปฌาน ๑ กับโคตรภูญานใช่ไหมครับ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ใช่ ถ้ามันไปสายวิปัสสนาก็เป็นโคตรภูญาน ถ้าไปสายสมถะก็เป็นฌาน โคตรภูญานก็เป็นฌานเหมือนกัน แต่ว่าฌานที่ประกอบด้วยปัญญา แต่ฝ่ายฌานสมาบัติมันสงบนิ่งเงียบไปเฉยๆ แต่ว่าโคตรภูญานมันจะปรากฏเหตุการณ์สิ่งรู้ทั้งหลายขึ้น ทำให้จิตรู้แจ้งเห็นจริง รู้เค้ารู้เงื่อนของอวิชชา รู้ว่าสัตว์ตาย เกิดเพราะอะไร ทำไมสัตว์จึงเป็นไปต่างๆกัน บ้างก็เกิดเป็นสัตว์ บ้างก็เกิดเป็นมนุษย์  บ้างก็เกิดเป็นเทวดา เพราะอะไร มันจะค้นคว้าของมันเรื่อยไป


 

 

คำถาม : เมื่ออยู่ในสมาธิขั้นนั้นแล้ว เราไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ใช่ไหมครับ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  เราทำอะไรไม่ได้นอกจากภูมิจิตมันจะเป็นไปเอง ส่วนภาคปฏิบัติเรากำหนดหมายการพิจารณาอารมณ์ต่างๆ เมื่อจิตยังไม่สงบ ทีนี้เมื่อสงบไปแล้วสิ่งที่เรากำหนดพิจารณานั่นแหละ มันจะเป็นพลังงานหนุนส่งให้จิตไปเกิดภูมิความรู้ขั้นโคตรภูญาน

 


คำถาม : ต้องอาศัยการพิจารณาเอาใช่ไหมครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  ใช่ พิจารณาโดยสติปัญญาของเรานี่แหละ ในเมื่อจิตสงบลงไปแล้วมันจะเป็นพลังหนุนให้เราไปรู้ของจริงในขั้นโคตรภูญาน

 


คำถาม : โคตรภูญานนี่เป็นจุดที่พระพุทธองค์ทรงสำเร็จปุพเพนิวาสานุสติญาน ใช่หรือเปล่าครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  ใช่ เป็นจุดให้เกิดญานต่างๆ

 


คำถาม : แล้วก็จะเกิด จุตูปปาตญาน อาสวักขยญาน ตามลำดับใช่ไหมครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  ใช่


คำถาม : มันจะเป็นไปของมันไปเอง?
หลวงพ่อพุธตอบ :  ใช่


คำถาม : อย่างรู้อาสวักขยญาน นี่รู้อย่างไรครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  รู้จักอุบายวิธีทำอาสวะให้สิ้นไป ซึ่งมันจะเป็นไปเองของมันรู้ว่านี่คือกิเลสอาสวะ รู้ว่ากิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมอง ซึ่งมันจะเป็นไปของมันเองโดยอัตโนมัติ

 

 


คำถาม : ในเมื่อชาตินี้เรามีสมาธิดีแล้ว ถ้าเรายังไม่สำเร็จพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง เรามีโอกาสตกไปในทางที่ชั่วได้ไหมครับ?


หลวงพ่อพุธตอบ :  ถ้าหากว่าเราไม่ได้บรรลุโสดาบันแล้ว มันก็มีโอกาสตกไปในที่ชั่วได้ ถ้าบรรลุพระโสดาบันก็แน่นอนเที่ยงตรงต่อพระนิพพานไม่เปลี่ยนแปลง

 


คำถาม : ในชาตินี้เราเป็นสัมมาทิฏฐิในชาติหน้าเราอาจเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ใช่ไหมครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  อาจเป็นมิจฉาได้ เพราะอาเสวนปัจจัย การคบค้าสมาคม ถ้าบรรลุพระโสดาบันแล้วใครจะจูงยังไงก็ไม่ไป

 

 


คำถาม : ในชาติที่แล้วได้บรรลุพระโสดาบัน ในชาตินี้ภูมิพระโสดาบัน จะติดตัวผู้นั้นมาตั้งแต่เกิดหรือต้องปฏิบัติจนถึงภูมิขั้นนั้นครับ?


หลวงพ่อพุธตอบ :  ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่จะรู้ว่าตัวเองเป็นพระโสดาบันอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่ออายุครบ ๗ ขวบภูมินั้นจึงแสดงออกมาแต่สิ่งที่เป็นนิสัยนั่นจะเป็นนิสัยประจำสันดาน แม้ความคิดที่จะทำบาปทำกรรมอะไรไม่มี แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เมื่ออายุครบ ๗ ขวบแล้วถึงจะรู้ รู้ว่าเป็นพระโสดาบัน

 

 


คำถาม : พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายที่เข้านิพพานแล้ว ยังมาโปรดสัตว์โลกอยู่หรือเปล่าครับ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ท่านไม่เกี่ยวข้องแล้ว ที่ว่าโปรดสัตว์โลกนั้น เป็นแต่เพียงจิตสำนึกของผู้ที่เลื่อมใสบางทีเราระลึกถึง เราภาวนาเห็นพระพุทธเจ้า มันเป็นมโนภาพที่จิตของเราแสดงขึ้นมาเอง
ลมหายใจเข้า หายใจออก เป็นธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งมันเป็นของมีอยู่แล้ว เราเพียงแต่มีสติกำหนดรู้ เมื่อจิตของเรายังหยาบอยู่ มันจะกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออก เมื่อจิตละเอียดเข้าไปลมหายใจก็หายไป ยังเหลือแต่อารมณ์จิตภายในซึ่งมีเกิดดับๆตลอดเวลา เราก็กำหนดหมายรู้สิ่งนั้น ถ้าความคิดมันมีเกิดดับๆอยู่ เราไม่ต้องไปกังวลในการที่จะหาเรื่องอะไรมาพิจารณาเป็นแต่เพียงให้สติกำหนดรู้อยู่ในสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ขอให้มันมีสิ่งรู้แล้วเราจะรู้อะไรดีๆ ในท่านกลางความคิดที่เกิดดับนั่นแหละ ความคิดที่เกิดดับๆเป็นอยู่อารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ เมื่อเรากำหนดดูในสิ่งนี้ เมื่อสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้น มันจะเป็นปัญญา แล้วมันจะกำหนดหมายรู้ความเกิดดับว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเอง อย่าใจร้อนภาวนา

 

 


คำถาม : ให้กำหนดรู้ว่าร่างกายตอนนี้เป็นอย่างไร ใช่ไหมครับ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ในขณะที่จิตของเรายังคิดไม่เป็น ก็กำหนดรู้ว่าร่างกายเป็นอย่างไร การกำหนดดูกายก็คือการกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนั่นเอง เพราะการหายใจเข้า หายใจออกเป็นธรรมชาติของร่างกาย มันเป็นสิ่งที่เป็นเองอยู่โดยธรรมชาติ นอนหลับปอดก็ยังหายใจ นอนหลับหัวใจ ใจก็ยังเต้น นั่นคือธรรมชาติของร่างกายเรากำหนดดูสิ่งที่เป็นอยู่โดยธรรมชาติ อย่าไปแต่งมัน แม้แต่จิตของเราก็ไม่สมควรจะไปแต่งให้มันเป็นอย่างนั้น ให้มันเป็นอย่างนี้ให้มันเป็นไปเอง หน้าที่ของเราเพียงแต่กำหนดรู้อย่างเดียว รู้อย่างเดียว อย่างเราอยู่ในเวลานี้เรากำหนดรู้ที่จิตของเรา ดูที่จิตของเรา ในเมื่อเรารู้อยู่ที่จิต ขณะที่จิตกับกายมันยังสัมพันธ์กันอยู่ลมหายใจก็ปรากฏอยู่ สุขทุกข์ เกิดที่กายเราก็รู้อยู่ เพราะกายกับจิตยังสัมพันธ์กันอยู่ ดูมันไปเรื่อยๆ เมื่อภูมิจิตละเอียดเข้าๆ มันสงบไปๆ จนกระทั่งตัวหาย มันก็เหลือจิตที่รู้ตื่น เบิกบานแจ่มใส อยู่พอมันถอน ออกมาแล้ว มันก็กำหนดดูความเป็นไปของร่างกายเองอย่าไปเที่ยวเชื่อคนภาวนาไม่เป็น บางท่านก็ว่า พุทโธ จิตมันได้แต่สมถะไม่ถึงวิปัสสนา ต้องอย่างนี้ถึงจะถึงวิปัสสนาอะไรทำนองนี้ อย่าไปเชื่อ ยุบหนอ พองหนอก็เป็นอารมณ์จิต พุทโธ ก็เป็นอารมณ์จิต สัมมาอะระหัง ก็เป็นอารมณ์จิต กำหนดรู้จิตอยู่เฉยๆ ก็เป็นอารมณ์จิต ลมหายใจเข้า หายใจออก ก็เป็นอารมณ์จิต ในเมื่อจิตมีอารมณ์สิ่งรู้ ผู้ปฏิบัติทำสติกำหนดรู้สิ่งที่อยู่ในปัจจุบัน นั่นเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องวินัย รักษาวินัยให้มันบริสุทธิ์สะอาด ศีลนี่ต้องบริสุทธิ์

 


คำถาม : การนั่งสมาธิเดี๋ยวนี้มันไม่ได้เหมือนอย่างแต่ก่อน จะทำยังไงดีครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  ที่ว่ามันไม่ได้ มันเป็นยังไง

 


คำถาม : เมื่อก่อนนั่งมันสงบ สว่าง แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เคยเห็นเหมือนอย่างแต่ก่อน?
หลวงพ่อพุธตอบ :  ตอนแรกจิตสงบ สว่าง มีปิติ มีความสุขดี แต่เมื่อจิตมีพลังงานแล้วมันมีความคิด พอกำหนดลงไปนี่มันจะมีความคิดผุดขึ้นมาปุ๊ดๆๆ อันนี่ก็ว่าเรานั่งไม่ได้ผลอย่างเก่า ถ้ามันมีแต่ความสงบนิ่งอย่างเดียว มันก็ไม่ก้าวหน้า

 


คำถาม : ต้องทำให้จิตมีความคิด?

หลวงพ่อพุธตอบ :  เมื่อมันคิดเองปล่อยให้มันคิดไป แล้วก็ตามรู้ๆๆมันไป มันจะตามรู้อารมณ์อย่างนั้นเป็นปีๆ แล้วก็ไม่สงบอย่างที่เคยสงบมาแล้ว เราก็กำหนดสติรู้อยู่อย่างนั้นแหละเมื่อเรามีสติกำหนดรู้อยู่ สภาพของจิตมันจะค่อยมีกำลังแก่กล้าขึ้นมีปัญญาเฉลียวฉลาดขึ้น ท่านอาจารย์เสาร์ท่านว่า “เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบ” “จิตข้ามันไม่สงบ มันมีแต่ความคิด” อันนั้นหมายถึงว่าจิตกำลังต้องการทำงาน ถ้ามันไปสงบนิ่งอยู่เฉยๆ มันไม่ทำงาน มันก็ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้น ช่วงใดที่มันนิ่งปล่อยให้มันนิ่ง ช่วงใดที่มันคิดปล่อยให้มันคิด แต่เราต้องมีสติ ถ้ายิ่งสติมีพลังแก่กล้าขึ้น ความสงบนิ่งเงียบอย่างก่อนนั้นมันจะไม่มี

 

 


คำถาม : ทำสมาธิแล้วเกิดความตกใจ จะทำยังไงดี?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ให้ทำไปเรื่อยๆ เมื่อมันคล่องตัวแล้วมันจะไปของมันเองมันจะไปจนถึงขนาดที่ว่าพอมันไปถึงที่สุดของมันนี่ เราจะรู้สึกว่ากายของเราหายไปหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวสว่างไสวอยู่ เมื่อจิตไปสู่แดนที่สว่างไสว แดนว่าง ในขณะแรกนี่มันจะว่างของมันอยู่เฉยๆ ทีนี้เมื่อต่อไปมันมีพลังงานมากขึ้นๆ มันจะมองลงมาดูโลกทั้งหลายมองเห็นคล้ายๆกับว่าแสงสว่างของเรานี่คลุมโลกอยู่แล้วมันจะมองเห็นหมด ต้นไม้ ภูเขา อะไรต่างๆ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ภูติผีปีศาจ มันจะมองเห็นอยู่อย่างนั้น มันก็จะรู้... อยู่ของมันหนักๆ มันจะรวมเข้ามาจริงๆ มันจะมองเห็นร่างกายตัวเองนอนตายอยู่ แล้วก็ขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลายตัวไปจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว เมื่อมันไปอยู่ของมันพอสมควรแล้ว มันจะออกมาของมันเอง อย่าไปกลัวมัน

 

 


คำถาม : มันกลัวค่ะหลวงพ่อ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  เพราะความกลัวนั่นแหละมันถึงไปไม่ได้ ทีหลังอย่าไปกลัวมัน ปล่อยมันเลย เอ้า! มันจะเป็นยังไงก็เป็นกัน พี่เขยของหมอวิยะดาไปอยู่อเมริกา ไปป่วยจนอาการหนักจนหมอเขาไม่รับรอง เขาบอกว่ามีแต่ตายลูกเดียว พอแกรู้ว่าหมอบอกว่าไม่มีทางรอด แกก็ปล่อยวางหมดเป็นไงเป็นกัน พอเสร็จแล้วจิตมันก็วิ่งออกไปลอยอยู่เหนือร่างกาย มองเห็นกายตัวเองขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลายไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ พอฟื้นขึ้นมาโรคที่เป็นอยู่นั้นมันหาย เมื่อก่อนนี้เขาเป็นมะเร็งในลำไส้ ให้เลือดเท่าไหร่ก็ไหลผ่านๆ ไม่หยุด พอแกฟื้นขึ้นมาแล้วเลือดที่ไหลมันก็หยุด ภายหลังก็ค่อยๆเบาขึ้นๆ ดีขึ้นๆ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทยได้เมื่อเขามาแล้วก็มาถามน้องสาวว่า “มีพระที่ไหนพอจะแก้ปัญหาทางจิตได้บ้าง” หมอวิยะดาก็พามาหาหลวงพ่อที่นี่ หลวงพ่อก็มีภาพนิมิตที่ให้พระเขียนเอาไว้มีอยู่ชุดหนึ่ง เอามาให้ดู พอเขาพลิกดูก็บอกว่า”ผมเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ผมไม่ได้ภาวนาทำไมมันเป็นไปได้” ก็เลยบอกว่า “สัญชาตญาณของจิตมันเป็นอย่างนั้น อาศัยที่ว่าคุณเคยภาวนาในชาติก่อน ในภพก่อน คนที่อยากจะทำสมาธิภาวนานี่ต้องมั่นใจว่าเรามีอุปนิสัยเคยภาวนามาแล้ว”

Waterfall

 คำถาม :  อ่านหนังสือก็ว่าปฏิบัติอันนั้นปฏิบัติอันนี้ดี เลยสับสนไม่รู้ว่าจะเอาอันไหนดี?

หลวงพ่อพุธตอบ :  การปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานต้องยึดอันนี้ให้เหนียวแน่น ฝึกสติรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ซึ่งเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ฝึกอยู่ที่ตรงนี้ พอเดินรู้ ยืนรู้ นั่งรู้ นอนรู้ รับประทานรู้ ดื่มรู้ พูดรู้ คิดรู้ มีสติตามรู้อยู่ตลอดเวลา เวลาทำงานมีสติรู้อยู่กับการทำงาน เวลามีความคิดมีสติรู้อยู่กับความคิด เวลาพูด มีสติรู้อยู่กับคำพูด แม้แต่รับประทานก็มีสติรู้อยู่กับการรับประทาน จะเอาในขณะที่เรารับประทานแล้วเราใช้ความคิดว่าเรารับประทานอาหารเพื่ออะไร เราก็จะตอบปัญหาของเราเรื่อยไปๆ
           ธรรมชาติของสังคม สังคมทั้งหลายตกอยู่ในอำนาจของโลกธรรม ความมีลาภ เสื่อมลาภ ความมียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ สรรเสริญ นินทา สิ่งเหล่านี้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสวงหา ในการแสวงหาเราจะแสวงหาอย่างไร? ในฐานะที่เราเป็นนักปฏิบัติ เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระองค์ให้เรามั่นคงในศีล ๕ ข้อ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีอยู่ เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนความรู้สึกของเราให้มีความทะเยอทะยานในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น แต่ความทะเยอทะยานนั้นต้องมีขอบเขต ขอบเขตคืออะไร? ขอบเขตก็คือ ศีล ๕ ข้อนั่นเอง เพราะฉะนั้นศีล ๕ ข้อ เป็นศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นตามกฎของธรรมชาติ เรามีกายกับใจ ในกายของเรามีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นผู้บงการให้กายทำทุกสิ่งทุกอย่าง ให้วาจาพูดทุกสิ่งทุกอย่าง ในเมื่อใจเป็นผู้บงการแล้ว กาย วาจา ทำอะไรลงไป พูดอะไรลงไป ใจนี่เขาจะเก็บเอาไว้โดยอัตโนมัติ เขาจะเก็บผลงานของเขาบันทึกเอาไว้ การทำบาป ทำกรรมต่างๆนี่ที่ว่าเป็นบาป เป็นกรรม ควรสังวรระวัง ควรงดเว้นควรระวังรักษา มีแต่ละเมิดศีล ๕ ข้อเท่านั้น ศีล ๕ ข้อมันเป็นกฎธรรมชาติคนศาสนาพุทธทำก็บาป ศาสนาคริสต์ทำก็บาป บาปตัวนี้ใครเป็นผู้แต่ง ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้น? ไม่มีใครแต่ง ไม่มีใครสร้าง เป็นสิทธิหน้าที่ของแต่ละบุคคลสร้างขึ้นมาเอง เพราะมันเป็นผลงานของตัวเองที่ทำลงไป ในเมื่อเป็นผลงานที่ทำลงไปโดยใจเป็นผู้สั่ง ใจเขาจะต้องเก็บผลงานนั้นไว้โดยกฎธรรมชาติของเขา อย่างสมมติว่าเราไปฆ่าใครตายซักคนหนึ่ง เรานึกว่าเราทำเล่นๆ เราไม่ต้องการผลงานมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจะต้องวิ่งเข้ามาเป็นผลงานที่เก็บเอาไว้ภายในใจ
            ถ้าเราจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศีล ๕ ข้อนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก คฤหัสถ์รับประทานข้าวเย็นไม่มีในคัมภีร์ใดที่พระพุทธเจ้าเทศน์เอาไว้ว่าตกนรก ถ้าหากละเมิดศีล ๕ ข้อ ข้อใดข้อหนึ่งละ ตกนรกทันที ทำไมพระพุทธเจ้าถึงสอนให้รักษาศีล ๕ โดยวิสัยของพระพุทธเจ้า ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ทรงปรารถนาให้ มนุษย์มีความรักกัน นี่คือคำตอบ รักษาศีลลงไปทำไม? ต้องการความรัก ความรักที่เกิดขึ้นจากคุณธรรมเป็นความรักที่ประกอบไปด้วยความเมตตาปราณี รักได้ทุกคนเมื่อเรามีศีล ๕ ศีล ๕ ก็เป็นคุณธรรมประกันความปลอดภัยของสังคม การไม่ฆ่าเป็นการเคารพในสิทธิของคนอื่น กาเมสุมิสฉาจาร มุสาวาทก็เคารพในสิทธิของผู้อื่น สุราไม่มัวเมาเคารพในสิทธิของตัวเองและผู้อื่นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เป็นมูลฐานให้เกิดระบอบประชาธิปไตย
             เพราะฉะนั้น ในเมื่อมีศีล ๕ แล้วก็ไม่ต้องกังวลเป็นการตัดกรรมตัดเวร เมื่อเราไม่ฆ่า ใครหนอจะมาคิดฆ่าเรา เมื่อเราไม่เบียดเบียนข่มเหงรังแก ใครหนอจะมาคิดร้ายต่อเรา เราก็อยู่สบาย อยู่ในป่าก็สบาย คนมีศีลบริสุทธิ์นี่ แม้แต่เสือมันก็ไม่กัด หลวงตาสน อยู่เมืองอุบล เมื่อก่อนนี่ เดิมทีเดียวท่านเป็นนักเลงโต ขนาดจี้ปล้นชั้นเสือ ภายหลังมากลับอกกลับใจ นึกถึงบุญคุณโทษเพราะไปติดคุกอยู่ ๑๔ ปี พอออกจากตะรางไปยกมือไหว้ขอบริขารเขา บอกว่า “โอ๊ย พึ่งออกจากคุกมาเดี๋ยวนี้อยากจะบวชไม่มีบริขารจะบวช ขอบริขารไปบวชหน่อย” คนขายบริขารก็จัดให้ ถ้าไม่ให้ก็กลัวมันจะทำร้ายเอา พอได้แล้วแกก็ไปหาพระอุปัชณาย์ พระอุปัชณาย์ก็บวชให้ด้วยความจำใจเหมือนกัน พอบวชแล้วท่านก็ศึกษาพระธรรมวินัย ข้อวัตรปฏิบัติ พอมีความรู้ความเข้าใจพอสมควรแล้วไปธุดงค์อยู่ในดงบั๊กอี่ ดงบั๊กอี่มีอาณาเขตตั้งแต่อำเภออำนาจเจริญไปถึงอำเภอมุกดาหาร เมื่อก่อนทางรถยนต์ก็ไม่มี มีแต่ทางเดินเท้า มีคนเข้าไปสร้างกรงเอาไว้ เอาไม้เป็นท่อนๆไปฝังเรียงกัน จนสัตว์ใหญ่ๆเข้าไม่ได้ ใครเดินทางมาจะต้องรีบเร่งมาให้ถึงที่ตรงนั้น มานอนอยู่ในกรงนั่น ไม่งั้นเสือมันเอาไปกินหมด ทีนี้หลวงตาสนแกไป แกก็ไปนอนอยู่บนก้อนหิน กลดไม่กาง เดือนหงายๆ ตกกลางคืนเสือมันออกมาเป็นฝูง ท่านก็บอกว่า “เสือเอ๊ย ! มากินมันซะบักอันนี้มันเป็นโจรฆ่าผู้คนมามากแล้ว มากินซะให้มันหมดกรรมหมดเวรไปหน่อย” เสือมันก็ไม่กิน ท่านบอกว่า ธรรมดาเสือเมื่อมันเห็นคนเห็นสัตว์ มันจะหมอบทำท่าขู่ แต่นี่มันมาแล้วมันมานั่งเหมือนหมาเฝ้าบ้าน นั่งยองๆ เหมือนหมานั่งเฝ้าบ้าน บางตัวเดินไปหัวมันสูงกว่าหัวเรา เวลามันนั่งอยู่ ท่านเดินเข้าไปหามันจะเอามือไปตบหัวมัน มันก็กระโดดเข้าป่าไปแทนที่จะกัดท่านมันไม่กัด ท่านจึงมาพูดเล่นๆ ตลกๆ ว่า “เออ! ไอ้ของที่เราสละทิ้งแล้วเนี่ย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่เอาของทิ้งแล้ว” เพราะฉะนั้น ศีลนี่เป็นหลักธรรมประกันความปลอดภัย ตัดเวรตัดกรรม ตัดผลเพิ่มของบาปกรรม ทอนกำลังกิเลส


          กิเลสแม้ว่ายังไม่หมด โลภ โกรธ หลง ยังมีอยู่ ผู้มีศีลจะใช้กิเลสให้มันถูกทาง พอจิตคิดจะทำผิดขึ้นมาพั๊บ! มันจะได้สติระลึกว่า สิ่งนี้ไม่ควรแก่เราแล้วมันจะหยุดทันที เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนี่ต้องให้จิตมันเป็นเองโดยอัตโนมัติ อย่าไปแต่ง แต่ว่าให้มั่นคงในการฝึกสติ สติรู้ๆๆจิตมันจะระลึกในสิ่งใดให้มีสติอยู่กับสิ่งนั้นตลอดเวลา แล้วเราจะได้หลักปฏิบัติซึ่งไม่ขัดต่อการทำงาน ในเมืองไทยเขาสอนกันว่า ผู้ภาวนาต้องสละกิจการงานหมดทุกสิ่งทุกอย่างภาวนานี่ทำได้แต่ในวัดอย่างเดียวเท่านั้น ไปสอนคนให้เข้าใจผิดหมดคนที่เรียนหนังสือสูงๆเรียนจบปริญญามา ทุกคนฝึกสมาธิมาแล้วทั้งนั้นแหละ ไม่มีสมาธิเรียนจบปริญญามาได้อย่างไร? ไม่มีสมาธิทำงานใหญ่โตได้อย่างไร? สมาธิเป็นหลักธรรมสาธารณะทั่วไปไม่สังกัดศาสนาและลัทธิใดๆทั้งสิ้น ผู้ไม่มีศาสนาก็ทำสมาธิได้แต่ความแตกต่างมันอยู่ตรงที่ว่าศีลเท่านั้นแหละในศาสนาคริสต์เขาก็มีศีลของเขา ๑๐ ข้อ ในศาสนาพุทธมีศีลเบื้องต้น ๕ ข้อ ศีลข้อปาณาติบาตของศาสนาพุทธ ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ บาปทั้งนั้น แต่ศาสนาคริสต์ฆ่าสัตว์เป็นอาหารไม่บาป เพราะพวกนี้มันเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ เขาว่ายังงี้ อันนั้นเป็นความเข้าใจของเขา แต่แท้ที่จริงขึ้นชื่อว่าการฆ่า ไม่ว่าสัตว์ มนุษย์ บาปด้วยกันทั้งนั้น อย่างศาสนาคริสต์ว่า ล้างบาป ล้างบาปเราไปทำตำหนิเขาว่าบาปที่ทำแล้วจะล้างได้อย่างไร? เราไม่เข้าใจในความหมายของเขา ล้างบาปนี่เหมือนกับพระแสดงอาบัติ เป็นการสารภาพบาป เมื่อเราได้ทำผิดอย่างนั้นๆ ต่อไปนี้เราจะสำรวมไม่ทำอีกแล้ว มันผิดเพียงแค่นี้เองเราในฐานะคนต่างศาสนาก็ไปหาจุดด้อยของเขายกเป็นปัญหาขึ้นมาโจมตี อย่างของเขาก็หาจุดด้อยของเราเป็นจุดโจมตีอีกเหมือนกัน


          เขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก เขาก็มาพูดว่าพระพุทธเจ้าของเราเป็นแต่เพียงอุบาสกผู้มาประกาศธรรมะเท่านั้นเอง มิใช่ผู้วิเศษอะไร และก็ไม่สามารถสร้างอะไรขึ้นมาได้ในโลกนี้ เขาว่าอย่างนั้น มันก็ถูกอย่างที่เขาว่า เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เคยประกาศว่าท่านสร้างอะไร แต่ประกาศและยืนยันว่าเราสามารถรู้ความจริงของธรรมชาติและกฏของธรรมชาติ กายกับใจเป็นสภาวธรรม สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมเป็นสภาวธรรม สิ่งนี้คือธรรมชาติ ธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีกฎประจำกฎธรรมชาติ สิ่งที่ว่านี้ก็คือเกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว ภาษาทางแขกเรียกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 

 


คำถาม : เวลานั่งสมาธิน้ำลายไหลออกมาก ต้องกลืนเป็นระยะจะมีผลเสียหรือเป็นอุปสรรคต่อสมาธิหรือไม่? จะแก้ไขอย่างไร? เวลานั่งสมาธินานๆ จะปวดเข่าและต้นขาได้ยินว่าถ้าทนไปเรื่อยๆจะหายเอง?


หลวงพ่อพุธตอบ :  ธรรมชาติของร่างกายไม่มีทางแก้ไข และถ้าสติกำหนดตามรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในขณะที่นั่งสมาธิ เราถือเป็นอารมณ์จิต เราเอาสติตัวเดียวเป็นผู้กำหนดรู้ แล้วหนักๆเข้าเราฝึกสมาธิจนคล่องตัวชำนิชำนาญ อาการทั้งหลายเหล่านี้จะหายไปเอง   เวลานั่งสมาธินานๆ จะปวดเข่าและต้นขา เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย เมื่อนั่งนานๆก็ย่อมเจ็บปวดทุกขเวทนาบังเกิดขึ้น บางทีก็เกิดชา ซึ่งเรียกว่า “เหน็บจับ” อันนี้เป็นธรรมชาติของร่างกาย นักปฏิบัติไม่ควรฝืน เมื่อรู้สึกว่าจะทนไม่ไหว พลิกหรือเปลี่ยนอิริยาบถนั่งพลิกไปข้างอื่นก็ได้ แต่ให้มีสติ   ได้ยินว่า ถ้าทนไปเรื่อยๆจะหายเอง แต่ถ้าหากว่าทนไปแล้ว จิตเข้าสมาธิกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ ก็ผ่านเวทนาดังที่กล่าวนี้ไปได้ ถ้าสังเกตตัวเองว่าพอจะทนได้แล้วจิตจะเข้าสมาธิก็ทน ถ้าทนไม่ไหวก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ แต่ถ้าการอดทนนั้นอดทนไปสักพักหนึ่งแล้วจิตเข้าสมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิจริงๆ แล้วจะทำให้กายเบา กายสงบ จิตสงบ ทุกขเวทนาก็หมดไปเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าไม่ได้นั่งกับพื้น เหมือนตัวลอยอยู่บนอากาศ หรือถ้ารู้สึกว่านั่งอยู่กับพื้นก็รู้สึกว่าตัวเองนี้เบาสบาย อันนี้ขอเตือนไว้หน่อยว่า อย่าไปทน ถ้าทนไปนานๆ แล้วเหน็บมันกิน บางทีเส้นประสาท ที่ถูกนั่งทับนั้นลมเดินไม่สะดวก ประเดี๋ยวจะกลายเป็นอันพาตไป

 


คำถาม : การนั่งสมาธิรักษาโรคหัวใจได้หรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ถ้าทำสมาธิได้จริงๆ ก็สามารถที่จะรักษาได้เป็นบางขณะหรือบางช่วง ถ้าโรคหัวใจไม่เป็นแรง ก็สามารถจะหายเพราะพลังของสมาธิได้ อันนี้ยืนยันเด็ดขาดไม่ได้ว่ามีสมาธิแล้วรักษาโรคหัวใจหาย
                โรคบางสิ่งบางอย่างอาจจะหายไปได้เพราะพลังสมาธิอันนี้หมายถึงว่าเป็นโรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกรรมเก่า เช่นโรคปวดศรีษะบางอย่าง ทำสมาธิก็หายได้ โรคกระเพาะลำไส้ เมื่อทำสมาธิจิตสงบละเอียดแล้วสามารถเอาลมละเอียดไปรักษาภายในกระเพาะและลำไส้ก็หายได้ ถ้าหากว่านักสมาธิทำจิตกำหนดรู้หัวใจ สามารถแต่งน้ำเลี้ยงหัวใจได้โดยถูกต้อง ตามลักษณะความเป็นอยู่ของหัวใจก็อาจจะหายได้ แต่ถ้าหากเป็นโรคกรรมโรคเวร ทำอย่างไรก็ไม่หาย

 

 


คำถาม : ผู้ที่ฝึกสมาธิแล้ว ใช้พลังสมาธิรักษาโรคให้หายได้อย่างไร? และวิธีที่รักษาโรคด้วยกำลังของสมาธินั้นทำอย่างไร?

หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้คนโบราณเขารักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยพลังของสมาธิ เช่น อย่างเด็กน้อยเป็นตาแดงก็ไปเป่า เขาสำรวมจิตท่องมนต์ของเขา อาศัยความเชื่อมั่นในมนต์นั้นแล้วก็เป่าลงไป เด็กเป็นโรคตาแดงหายได้ อันนี้ก็คือการรักษาโรคด้วยพลังจิต
             คนที่เป็นโรคภายในหรือกระดูกแตก กระดูกหักอะไรทำนองนี้ เสกเป่ามนต์ก็เป็นการรักษาโรคด้วยพลังจิต ผู้ที่ทำสมาธิจิตให้มีความสงบสว่าง ซึ่งอยู่ในระดับอุปจารสมาธิที่มั่นคง เมื่อทำสมาธิมีอุปจารที่มั่นคงแล้ว สามารถน้อมจิตไปดูโน่นดูนี่หรือน้อมจิตเพ่งเข้าไปในกายของคนไข้ ถ้าหากการน้อมสมาธิไม่ถอนทำสมาธิจิตสว่างลงไป ถ้าจิตสมาธิไม่ถอนเราน้อมเข้าไปดูในกายของคน คนหมายถึงคนไข้ ความสว่างของจิตจะวิ่งเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนไข้ คนไข้เป็นโรคอะไรที่ไหน กระเพาะ ลำไส้ หัวใจ ปอดและตับ จะมองเห็นจุดที่มันเกิดเป็นโรค เช่น ปอดเป็นแผล ตับเป็นแผล อะไรทำนองนี้จะมองเห็น เมื่อมองเห็นแล้วเราจะช่วยรักษา เราจะทำอย่างไร ในเมื่อเพ่งมองเห็นแล้วน้อมจิตน้อมใจไปสู่จุดนั้น แผ่เมตตาให้คน คนนั้น อันนี้คือวิธีรักษาโรคด้วยพลังจิต
              สำหรับวิธีการนี้ไม่ต้องเอามือไปประสานกับใครก็ได้ ทีนี้การใช้พลังจิตซึ่งเกิดจากสมาธินี้ ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งเบ่งพลังจนเหงื่อแตก อาศัยสมาธิที่ทำกันอยู่ทุกๆวัน เขาจะสะสมพลังงานเอาไว้ ในเมื่อต้องการจะทำอะไร หรือมีเหตุอะไรจะเกิดขึ้น พลังงานอันนั้นจะแสดงตนออกมา เช่น อย่างบางทีเมื่อเราทำสมาธิอัปปนาสมาธิได้แทบทุกวันๆ เมื่อเราต้องการอยากจะให้กิ่งไม้มันหักอย่างดีก็ชี้มือแล้วก็บอกให้มันหักลงไปแล้วมันจะหัก ไม่ได้ไปกำหนดจิตเข้าสมาธิแล้วก็เพ่งไปหมายถึงสมาธิที่อบรมเป็นนิจ แล้วมันจะสะสมพลังงานไว้ที่จิต เวลาจะใช้สำรวมจิตนิดหน่อย ไม่ถึงกับเป็นสมาธิวูบวาบอะไร ลงไปเป็นสมาธิอ่อนๆ ซึ่งเรียกว่าขณิกสมาธิ แล้วก็ปากพูดไปพูดเบาๆ พอตัวเองได้ยิน บอกให้กิ่งไม้มันหักมันก็หัก บอกให้ต้นมะพร้าวมันโค่นล้มลง มันก็ล้ม บอกให้รถมันคว่ำ มันก็จะคว่ำ อันนี้วิธีการใช้พลังจิต
             ในตอนต้นๆถ้าหากผู้ใช้พลังจิต ใช้หนักๆ เข้ามันก็แพ้ตัวเอง ถ้าบำเพ็ญสมาธิให้จิตมันสงบสม่ำเสมอเวลาที่จะใช้พลังจิตเป็นแต่เพียงใช้คำพูดว่าฉันจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคุณให้หาย แล้วก็อธิษฐานถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ จงส่งเสริมพลังจิตของข้าพเจ้าให้มีฤทธิ์ รักษาโรคภัยไข้เจ็บของคน คนนี้ให้หาย พอบ่อยๆแล้วคนไข้เขาจะเกิดเชื่อเพราะความแน่ใจของเราและความเชื่อของคนไข้ มันมาบวกกันเข้าเป็นพลัง ๒ สามารถที่จะช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้

 

 


คำถาม : การนั่งสมาธิ ถ้าใช้ขาซ้ายทับขาขวา มือซ้ายทับมือขวา จะมีผลอย่างไรหรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  ถ้าทำจริงก็มีผล คือเกิดสมาธิ ได้บอกแล้วว่าสมาธิเป็นกิริยาของจิต เราจะทำสมาธิในท่านั่งแบบไหน อย่างไร ก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อเรามีการกำหนดรู้จิตหรือบริกรรมภาวนา กำหนดรู้อารมณ์จิต หรือกำหนดรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ตลอดเวลา ได้ชื่อว่าเราฝึกสมาธิหรือทำสมาธิจะนั่งทับซ้ายทับขวาอันนั้นมันเป็นวิธีการ วิธีการที่นิยมๆกันมา พวกลัทธิโยคีเขานั่งสมาธิเขาเอาศรีษะนั่ง เขาฝึกขัดสมาธิแล้วเอาศรีษะตั้งลง เอาทางก้นชี้ขึ้นฟ้า บางทีก็เหยียดยาวเขาก็ทำสมาธิเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จะทับขวาทับซ้ายได้ทั้งนั้น แล้วแต่ถนัด แล้วแต่ความแน่ใจ ทำไปแล้วอย่าข้องใจสงสัยเป็นการใช้ได้

 


คำถาม : เวลานั่งสมาธิแล้ว มีอาการคล้ายกับจะหลับหรือหลับ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  พึงทำความเข้าใจว่า การทำสมาธิคือการนอนหลับ เมื่อเราภาวนาแล้วจิตมันเคลิ้มๆลงไป บางทีใจลอยๆ นั่นคืออาการที่มันจะเกิดความหลับ เมื่อมันวูบ วูบ ลงไป อาการหลับวูบลงไปเป็นอาการที่จิตก้าวเข้าสู่ภวังค์ เมื่อจิตถึงที่สุดของภวังค์แล้ว จิตหยุดนิ่ง ถ้าพลังสมาธิยังไม่เพียงพอก็นอนหลับอย่างธรรมดาแต่ถ้าพลังของสมาธิเพียงพอสติพร้อมจิตวูบลงไปนิ่งปั๊บ สว่างโพลงขึ้นมา กลายเป็นสมาธิ

 

 


คำถาม : ฝันว่าญาติกำลังเก็บของส่งวัด หลังจากงานทั้งๆที่เวลานอนหลับไม่ค่อยจะฝัน?

หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้ ในลักษณะอย่างนี้ถ้าหากว่าเกิดในขณะที่เรานั่งสมาธิพอจิตมีอาการเคลิ้มๆ ลงไปแล้วก็อยู่ในลักษณะครึ่งหลับ ครึ่งตื่น สะลึมสะลือ จิตสว่างเรื่อๆ เมื่อจิตส่งกระแสออกไปข้างนอกย่อมเกิดมีนิมิตต่างๆ เกิดขึ้นแล้วแต่จะปรุงแต่งขึ้นมา บางที่เห็นคน เห็นสัตว์ บางทีฝันไปว่าได้ทำงาน อันนี้มันเกิดจากสมาธิอ่อนๆ ฝันก็คือนิมิต นิมิตก็คือฝัน แต่ถ้านอนหลับแล้วฝันไป เรียกว่าฝัน นั่งอยู่เกิดสมาธิอ่อนๆ เห็นโน่นเห็นนี่ เรียกว่านิมิต อันเดียวกัน

 

 


คำถาม : เวลายืนสมาธิ ยืนไปสักพักความรู้สึกเอียง หงายไป?

หลวงพ่อพุธตอบ :  เป็นเรื่องของธรรมดา ถ้าเรายืนหลับตา ไม่ได้ยืนสมาธิ ถ้าเราหลับตาแล้วเราจะรู้สึกว่าร่างกายมันเอียงหรือบางทีอาจจะล้มทั้งยืนก็ได้ ถ้าจะยืนกำหนดจิตแล้วมีอาการอย่างนั้นก็อย่าไปหลับตา หากจิตมีอาการเคลิ้มๆ เหมือนกับจะหลับ ถ้าเราเผลอไปไม่ได้ตั้งใจที่จะประคองตัวให้อยู่ในสภาพเดิมแล้ว ร่างกายมันก็โงนเงนไป อันนี้เป็นเรื่องของธรรมดา ถ้ามีอาการอย่างนั้นก็เป็นธรรมดาที่จิตจะถอนจากสมาธิ เป็นเพราะเหตุ? เป็นเพราะจิตกำลังจะปล่อยวางอารมณ์แล้วเข้าไปสู่ความสงบ เมื่อมีอาการปล่อยวางอารมณ์แล้วก็ปล่อยความรู้สึกที่จะพยุงกายให้ยืนอยู่อย่างเดิมได้ แล้วก็มีอาการเอนเอียงไปเหมือนๆจะล้มลงไป อันนี้เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา
                  การฝึกจิตกำหนดทำสมาธิจิตในท่ายืน อาจจะยังไม่คล่องตัวชำนิชำนาญเช่นเดียวกันกับเวลานั่ง ผู้ที่นั่งยังไม่ชำนิชำนาญ เวลาจิตสงบลงไป หรือเกิดมีอาการเคลิ้มๆ ร่างกายโน้มลงไปเหมือนง่วงนอน อันนั้นเป็นเรื่องของธรรมดา


คำถาม : อยากให้หลวงพ่อเล่าวิธีการรักษาวัณโรคด้วยการปฏิบัติ?

หลวงพ่อพุธตอบ :  การปฏิบัตินี่แม้ว่าเราจะมีความตั้งใจจะรักษาโรค หรือไม่รักษาโรคก็ตาม แต่เมื่อมีการปฏิบัติจิต มีสมาธิ มีสติปัญญา มีความสงบสว่าง รู้ตื่น เบิกบาน มันก็กลายเป็นยารักษาโรคจิต ทำให้จิตมีความเป็นปกติ ไม่หวั่นไหวต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็ทำให้จิตมีพลังงานด้วยอำนาจ แห่งความสว่างไสวของจิตถ้าจิตดวงนี้วิ่งเข้ามาอยู่ภายในกายมาสว่างไสว อยู่ในท่ามกลางของกายสามารถที่จะแผ่กระแสแห่งความสว่างไสวไปทั่วหมดทั้งกาย ความเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือความติดขัดในประสาทส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นท่อทางเดินของลมและโลหิตพลังจิตอันนี้จะไปช่วยหมุนให้กระแสความหมุนเวียนของโลหิตและลมเดินได้คล่องตัวเพราะว่าลม ละเอียดสามารถที่จะปรุงกายให้เบา ลมละเอียดสามารถที่จะปรุงโลหิตให้เดินไปอย่างคล่องตัวโดยไม่มีอุปสรรคอันใดติดขัด


              ถ้าผู้ที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างเช่น อย่างวัณโรค เป็นต้น เมื่อทำได้บ่อยๆ จิตสงบสว่างบ่อยๆ แม้ว่าจิตจะยังไม่วิ่งเข้ามาสว่างรู้อยู่ภายในตัวก็ตาม พลังของจิตนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของโรคให้เบาลงหรือหายขาด ถ้าหากว่าผู้ที่สามารถที่จะจิตให้สงบนิ่ง สว่างสามารถส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจโรคในร่างกายคนได้ ในเมื่อรู้แล้วจะช่วยเขารักษา ก็แผ่เมตตาเพ่งไปที่จุดที่เรามองเห็น แล้วก็แผ่เมตตาให้ ทำบ่อยๆหลายๆครั้งแล้วไข้อาจจะหายไป


              สำหรับของหลวงพ่อเอง เข้าใจว่าผู้ถามอยากจะรู้ความเป็นมาของหลวงพ่อมากกว่า ของหลวงพ่อนี่จะว่าตั้งใจทำสมาธิเพื่อรักษาโรคก็ถูก หรือไม่ตั้งใจก็ถูก เพราะในขณะปฏิบัติอยู่นั้นก็อยากให้โรคหาย

              อยู่มาวันหนึ่งมีความคิดเกิดขึ้นว่า ก่อนที่เราจะตายควรจะได้รู้ว่าความตายคืออะไร วันนั้นก็ตั้งใจนั่งสมาธิตั้งแต่ ๓ ทุ่ม จนกระทั่งถึงตี ๓ ในช่วงที่นั่งสมาธิอยู่นั้นจิตสงบเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ไม่สงบ แล้วก็มีความเดือดร้อนทนทุกขเวทนา แต่ก็อดทนเอาเพราะอยากรู้อยากเห็น ทนไปได้ถึงตี ๓ จาก ๓ ทุ่มทนไปได้ถึงตี ๓ พอถึงตี ๓ แล้วเวทนาความเมื่อย ทั้งเมื่อยทั้งหิวตามประสาของคนไข้ ทีนี้จิตมันก็คิดขึ้นมาว่าวันนี้ไม่สำเร็จเราควรจะพักผ่อน พอคิดว่าเราจะพักผ่อน พอตั้งใจจะหยุดนั่งสมาธิเท่านั้น เจ้าจิตภายในมันก็บอกว่า “คนทั้งหลายเขานอนตายกันทั้งโลก ท่านจะมานั่งตาย มันจะตายได้อย่างไร?” พอความรู้มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ก็เลยมานึกเสริมเอาว่า ถ้างั้นก็นอนตายซิ แล้วก็นอนลงทั้งๆ ยังขัดสมาธิอยู่ พอนอนลงไปแล้วมันก็ทอดอาลัยตายอยาก กำหนดรู้แต่ลมหายใจเพียงอย่างเดียว พอปรากฏว่าลมหายใจมันค่อยละเอียดๆๆเข้า ความสว่างของจิตก็บังเกิดขึ้น ในตอนแรกๆ มันก็มีความสว่างแผ่ซ่านไปรอบตัว เมื่อหนักๆเข้ามันก็รวมจุดอยู่ที่กลางตัวระหว่างราวนมทั้งสองข้าง ตรงที่เรานึกว่ามีหัวใจ ภายหลังความสว่างอันเป็นดวงนั้น มันก็วิ่งขึ้นวิ่งลงตามระยะจังหวะของการหายใจ ในที่สุดเวลาของการหายใจออก ดวงอันนั้นมันก็วิ่งออกมาตามลมหายใจ แล้วก็ลอยขึ้นไปเบื้องบนแล้วก็ลอยย้อนกลับไปกลับมาๆอยู่ ในที่สุดมันก็ตัดขาดจากกายแล้วก็ลอยไปแต่ดวงสว่างอันเดียวเท่านั้น ในขณะนั้น ร่างกายตนหายไปหมด คล้ายๆกับจิตดวงนี้ไปลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่าง โลกคือผืนแผ่นดินก็หายไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปหมด ยังเหลือแต่อากาศคือความว่าง

            พอจิตดวงนี้มันเกิดรวมมาสู่วิญญาณคือตัวรู้แล้วมันก็รวมพลังขึ้นมาเกิดความสว่างใหญ่โตมโหฬารแล้วโลกก็ปรากฏขึ้น ผืนแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นในช่วงนั้น คล้ายๆกับว่าความสว่างแห่งดวงจิตนั้นมันแผ่คลุมโลกไปทั้งหมด มันสามารถที่จะมองเห็นต้นไม้ ภูเขาเลากาเห็นบ้านเห็นเมือง เห็นผู้เห็นคน เห็นจนกระทั่ง ภูติผีปีศาจ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ในขณะที่มองเห็นอยู่นั้น จิตมันก็อยู่เฉยๆ มันไม่บอกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วภายหลังมันก็ละทิ้งการรู้การเห็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างหายไป ยังเหลือแต่แผ่นดิน แล้วก็ปรากฏว่าร่างกายมานอนอยู่ภายใต้ความสว่าง

            เมื่อเป็นเช่นนั้นร่างกายมันก็ขึ้นอืด ตอนแรกมองเห็นสบงจีวรห่มคลุมอยู่ ในระยะที่ ๒ ร่างกายเปลือยเปล่า ไม่มีอะไรปกปิด ในระยะที่ ๓ ปรากฏว่าขึ้นอืด ระยะที่ ๔ มีน้ำเหลืองไหล ระยะที่ ๕ กระดูกผุพังสลายตัวไปหมด ระยะที่ ๖ มองเห็นแต่โครงกระดูก ระยะที่ ๗ โครงกระดูกก็ทรุดฮวบลงไปแหลกละเอียด แล้วก็หายสาบสูญไปในผืนแผ่นดิน อีกสักพักหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาเป็นผงแล้วก็เกาะกันเป็นก้อน เป็นท่อนเล็ก ท่อนน้อย แล้วก็ประสานตัวเป็นชิ้นกระดูกโดยสมบูรณ์ แล้วก็มาสร้างเป็นโครงสร้างขึ้นมา ศรีษะกระโดดมา กระดูกคอ กระดูกสันหลังกระโดดต่อกันตามตำแหน่งของตัวเอง กระดูกส่วนอื่นๆ ก็กระโดดเข้ามาประจำตำแหน่งของตัวเองกลายเป็นโครงสร้างเป็นโครงกระดูกอีกตามเดิมแล้วเนื้อหนังก็ค่อยงอกขึ้นมาจนสมบูรณ์เต็มที่แล้วก็สลายตัวเน่าเปื่อยผุพังต่อไปอีกกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นไม่ทราบว่ามันเป็นกันอยู่กี่ครั้ง กี่หน

            บางครั้งก็มองเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ปรากฏขึ้น เสร็จแล้วจิตมันก็ได้แต่มองดูอยู่เฉยๆ คล้ายๆ กับว่ามันไม่ร้อนใจอะไร มันเฉยๆอยู่ สักแต่ว่ารู้อยู่เห็นอยู่มีอยู่เป็นอยู่ แต่วาระสุดท้ายเมื่อมันจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา หลังจากที่มันมาประสานกันเป็นรูปร่างสมบูรณ์แล้ว เจ้าตัวจิตวิญญาณที่ลอยอยู่นั่นมันไหวตัวนิดหนึ่ง แล้วก็ทรุดฮวบลงมาปะทะกับหน้าอกแผ่วๆ หลังจากนั้นความสว่างของดวงจิตนั้นมันก็หายไป ร่างกายก็ค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาทีละน้อยๆ เวลามันรู้สึกตัวขึ้นมานั้น มันก็มีอาการคล้ายๆกับว่ามีอะไรวิ่งซู่ซ่าไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วค่อยรู้สึกตัวขึ้น จนกระทั่งรู้สึกว่าความรู้สึกมันเป็นปกติ

            ทีนี้มากำหนดดูตอนนี้ร่างกายปรากฏขึ้นมาแล้ว ความตั้งใจที่จะกำหนดอะไรมันเกิดขึ้นมา พอมันรู้สึกตัวอย่างเต็มที่เจ้าจิตนี่มันก็เทศน์ให้กับตัวเองฟังฉอดๆ “นี่หรือคือการตาย” คำตอบก็บอกว่า “ใช่แล้ว” ตายแล้วมันต้องเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป มันเกิดเน่าเปื่อยแล้วก็เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เมื่อมันสลายตัวไปก็เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ไหนเล่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน มันก็บอกให้รู้อย่างนี้ พอมันจบกลอนเทศน์ของมันแล้ว จิตก็มานิ่งว่างอยู่เฉยๆ ความคิดมันเกิดสงสัยขึ้นมาว่า เราตายจริงหรือเปล่า แล้วก็ยก ๒ มือขึ้นมาคลำดูหน้าอก “อ้อ ยังไม่ตาย” แล้วก็ลืมตาดูนาฬิกา ๒ โมงเช้า พอลืมตาขึ้นมาดูก็มองเห็นโยมอุปัฎฐากมาทำอะไรก๊อกแก๊กๆอยู่ที่นั่น พอเขาเห็นลุกออกมาจากที่นอน เขาก็ทักว่า “เข้าใจว่าไปซะแล้ว!”   “กำลังจะไปปลุกอยู่เหมือนกัน ถ้า ๒ โมงไม่ตื่นละก้อ ทนไม่ไหวแน่ ต้องไปดึงขาแน่! “ ทีนี้หลังจากนั้น ความเจ็บป่วยก็ค่อยเบาขึ้นๆ แล้วก็สบายเรื่อยๆมา เลือดที่ออกอยู่มันก็หยุดไป แล้วก็หายไปจนกระทั่งบัดนี้ โรคอันนี้ไม่เคยกำเริบอีกซักที จะว่าสมาธิรักษาวัณโรคก็ถูก หรือวัณโรครักษาสมาธิก็ถูก

 


คำถาม : การรักษาโรคด้วยกำลังกายแบบจีน เหมือนกับการรักษาโรคด้วยพลังจากสมาธิหรือเปล่า!

หลวงพ่อพุธตอบ :  การรักษาโรคด้วยพลังกายนี้ หมายถึงการออกกำลังกายให้ถูกสัดส่วน เป็นสิ่งจำเป็น อันนี้ยืนยันได้ เพราะว่าการออกกำลังกายนี้ สามารถทำให้โรคบางอย่างหาย เช่น อย่างโรคเหน็บชาให้หายได้ การออกกำลังกายหรือการบริหารกายให้สม่ำเสมอ สามารถที่จะรักษาโรคให้หายได้ อันนี้โลกเขายอมรับ หมอทั้งหลายนี้เมื่อรักษาคนไข้เขาก็แนะนำให้ออกกำลังกายแต่ว่าทางใจนี่ วงการแพทย์เขายังไม่ยอมรับ


             การฝึกออกกำลังกาย เช่น อย่างเราฝึกกีฬาอะไรต่างๆ ที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง เช่นกระโดดบนท่อนไม้ ตีลังกาบนท่อนไม้ หรืออะไรทำนองนี้ เป็นเรื่องพลังของสมาธินั้น สิ่งใดที่ตั้งใจฝึกด้วยความเอาใจใส่ ด้วยความมีสติ อันนั้นคือการฝึกสมาธิ

 

 


คำถาม : กรุณาอธิบายคำว่า”กำหนดจิต”?

หลวงพ่อพุธตอบ :  การกำหนดจิต คือการตั้งใจรู้ หมายถึงการตั้งใจรู้ความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกอยู่ที่ตรงไหน จิตอยู่ที่ตรงนั่นเรียกว่าการกำหนดจิต ทีนี้การทำสติก็คือ การตั้งใจกำหนดรู้จุดที่มีความรู้สึกอยู่ที่ตรงนั้น ส่วนใหญ่ความรู้สึกของเราจะปรากฏที่ลมหายใจ เมื่อความรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจก็กำหนดที่ลมหายใจ ก็เรียกว่าการกำหนดจิตไว้ที่ตรงนั้น จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ ถ้าหากสมมติว่าเราตั้งใจว่าจะเดินไปที่ตรงนี้ ก้าวที่ ๑ ก็รู้ ก้าวที่ ๒ ก็รู้ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็รู้ อันนี้เรียกว่ากำหนดจิตตามรู้ การเดินเรานั่งอยู่ที่ตรงนี้ เราตั้งใจจะกำหนดรู้ รู้เรื่องกายของเราว่าสุขทุกข์เกิดขึ้นอย่างไรหรือไม่ เช่น เวทนา เป็นต้น เราตั้งใจจะกำหนดรู้ รู้เรื่องกายของเราว่าสุขทุกข์เกิดขึ้นอย่างไรหรือไม่ เช่น เวทนา เป็นต้น การตั้งใจกำหนดรู้เวทนา ก็เรียกว่าการกำหนดจิต การกำหนดรู้ความคิด ก็เรียกว่าการกำหนดจิต การพิจารณาธรรมหรือตั้งใจคิดอะไรต่างๆด้วยความตั้งใจ ได้ชื่อว่าเป็นการกำหนดจิตทั้งนั้น เพราะเราอาศัยจิตเป็นตัวรู้

 

 


คำถาม : ควรตั้งจุดมุ่งหมายไว้อย่างไรในใจ? เมื่อทำสมาธิในขั้นต้นต้องให้รู้เห็นอะไรหรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  การทำสมาธิไม่ต้องไปตั้งจุดมุ่งหมาย เพื่ออะไรทั้งนั้น แต่เราจำเป็นจะต้องกำหนดตั้งใจบริกรรมภาวนาเรื่อยไป ถ้าอย่างสมมุติว่าภาวนาพุทโธๆ หรือภาวนาเกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ เป็นต้น ในขณะที่เรากำหนดภาวนาอยู่นั้น หน้าที่ของเรามีเพียงแต่ท่องเกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ, ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา ท่องด้วยความรู้สึกเบาๆอย่าไปข่มจิต อย่าไปบังคับจิต เรื่องความคิดว่าเมื่อไรสมาธิจะเกิดเมื่อไรจะรู้จะเห็น ไม่ต้องไปคิด  หน้าที่ของเรามีแต่ท่องบริกรรมภาวนาอย่างเดียว ทำเหมือนท่องเล่นๆ ท่องเล่นๆ โดยไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ อันนี้เป็นการทำสมาธิด้วยการบริกรรมภาวนา
               การทำสมาธิในขั้นต้น ต้องการให้รู้เห็นอะไรหรือไม่? ตามแบบอานาปานสติ เราไม่ต้องการให้รู้ให้เห็นอะไรทั้งนั้น แต่เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิลงแล้วจิตจะเกิดความรู้ความเห็นเอง ทีนี้ยังแถมว่าเพราะได้ยินมาว่าฝึกแบบกสิณต้องให้เห็นนิมิตที่กำหนด อันนี้ถูกต้องการเพ่งจนกระทั่งตามองเห็นเทียนแล้วก็เข้าไปอยู่ที่ใจ ความสว่างไสวก็ไปอยู่ที่ใจ หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น วิธีการเพ่งกสิณเป็นแบบนั้น
               อย่างบางสำนักเวลาท่านสอนลูกศิษย์ ท่านให้เอาดวงแก้วมาวางไว้ที่ตรงหน้าแล้วก็บอกให้ลูกศิษย์เพ่งสายตาไปที่ดวงแก้ว แล้วก็บริกรรมภาวนาสัมมาอะระหังจนกระทั่งจิตสงบไปจดจ่ออยู่ที่ดวงแก้วแล้วถ้าเกิดนิมิตเป็น ดวงแก้วขึ้นมาให้น้อมเอาดวงแก้วมาไว้ที่กลางตัว เมื่อสามารถเอาดวงแก้วมาไว้ที่กลางตัวได้ก็กำหนดดูดวงแก้วให้ใสสะอาดจนไม่มีอะไรเปรียบเทียบท่านก็ได้ชื่อว่าได้ดวงธรรมคือธรรมกาย
               การเพ่งกสิณนี้ ผู้เพ่งกสิณก็เพื่อสร้างนิมิตให้เกิดขึ้นที่จิต เมื่อนิมิตเกิดขึ้นแล้วหลับตาเห็น ลืมตาก็เห็น แต่ว่าท่านผู้ใดจะเพ่งกสิณ ไม่ควรเพ่งให้เกิน ๒ นาที เพื่อนของหลวงพ่อเมื่อก่อนนี้ชื่อมหาสม ทำสมาธิภาวนาแล้วท่านเล่นกสิณ ตอนแรกก็เพ่งเทียนดวงเล็กๆ ครั้นต่อมาก็เพ่งตะเกียงเจ้าพายุ ต่อมาก็นั่งเพ่งดวงอาทิตย์มันซะเลย พอตื่นเช้ามา ตอนแรกก็เพ่งดวงอาทิตย์อ่อนๆ พอสายหน่อยแกก็หยุด พอตอนค่ำ แสงแดดมันอ่อนๆ แกก็นั่งเพ่งดวงอาทิตย์ ทีนี้หนักๆเข้าในเมื่อได้กสิณคือได้อุคหนิมิตแล้ว พระอาทิตย์มันก็มาติดตา ลืมตาก็เห็นหลับตาก็เห็น จิตมันก็ไปติดอยู่ที่ดวงนิมิตอันนั้น พอตื่นเช้ามาพอเห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาแดงๆ ท่านก็เดินเข้าไปหาดวงอาทิตย์ เดินไม่หยุด พอพระอาทิตย์ขึ้นตรงศรีษะ ก็ยืนแหงนหน้าดูพระอาทิตย์ เมื่อพระอาทิตย์คล้อยลงไปก็เดินตามพระอาทิตย์ไป เมื่อพระอาทิตย์ลับสายตาเมื่อไร ก็ล้มลงนอนที่ตรงนั้น ตื่นเช้ามาก็เพ่งดวงอาทิตย์ เดินตามดวงอาทิตย์อีก เดินอยู่อย่างนั้น ข้าวน้ำไม่ฉัน ลงผลสุดท้ายหมดแรงตาย อันนี้เรียกว่าไปหลงกสิณ จิตมันไปติดกสิณเพราะเพ่งมากเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากจะหัดเพ่งกสิณ อย่าไปเพ่งให้มาก
            การเพ่งกสิณนี้เพื่อประโยชน์ให้เกิดอิทธิฤทธิ์เกิดพลังใจ ถ้าใครปฏิบัติได้ก็ดี แต่ว่ามันเสี่ยง เสี่ยงต่ออันตราย เพราะฉะนั้น ถ้าจะเพ่งกสิณให้หลับตาเพ่งผมขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ในกายของเรานี้ก็ดี กว่าไม่อันตราย

 

 


คำถาม : เมื่อตอนที่เรียน เคยกล่าวล่วงเกินพระอริยสงฆ์องค์หนึ่งท่านมรณภาพไปแล้วด้วยความคะนองปาก ปัจจุบันเวลานั่งสมาธิจะขออโหสิกรรมจากท่านทุกครั้ง ไม่ทราบว่าจะมีบาปกรรมถึงขนาดไม่มีโอกาสมองเห็นธรรมหรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  อันนี้ไม่เป็นอุปสรรคขนาดนั้น วิธีการขอขมาโทษ ขอขมาโทษลับหลังก็ได้ ต่อหน้าก็ได้ บางทีถ้าเราสำนึกถึงโทษ เมื่อท่านมรณภาพไปแล้วก็เขียนชื่อท่านแล้วก็ขอขมาโทษท่าน ถ้ามีรูปท่านก็ขอขมาต่อรูปท่าน ก็ถือว่าเป็นการหมดบาปหมดกรรม ถ้าท่านเป็นอริยสงฆ์จริงๆ ท่านก็ไม่ผูกกรรมทำเวรกับใคร

 

 


คำถาม : มโนมยิทธิ คืออะไรครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ :  มโนมยิทธิก็คือการฝึกสมาธิ การฝึกสมาธิอย่างที่เราฝึกอยู่นี่ ก็คือการฝึกมโนมยิทธิ แต่มโนมยิทธิเขามีวิธีการถ้าใครท่อง นะ มะ พะ ธะ แล้วตัวมันสั่นๆ นั่นคือมโนมยิทธิ ที่พวกปลุกพระนั้น เมื่อปลุกพระแล้วตัวสั่นขึ้นมานี่ไม่ให้เห็นนรก ไม่ให้เห็นสวรรค์ เพราะไม่มีผู้นำคือไม่มีผู้บอก
             มโนมยิทธินี่ใครคนหนึ่งมาภาวนา นะ มะ พะ ธะ พอรู้สึกว่า สั่นๆ ขึ้นนี่ เขาก็สังเกตุรู้แล้วว่า จิตกำลังเริ่มสงบสว่าง มีปิติเกิดขึ้นในช่วงนั้นเขาจะกรอกคำพูดคือคำสั่งเข้าไป เขาจะบอกว่า “ ทำตาให้สว่างมองไปไกลๆ แล้วจะเห็นโน่นเห็นนี่ “ แล้วเขาจะบอก ทีนี้พอบอกไปแล้ว ในขณะนั้นจิตของผู้ภาวนามันจะสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่เป็นตัวของตัวเอง ลอยเคว้งคว้างอยู่ในเมื่อได้ยินคำสั่งแล้วจิตมันจะยึดคำพูดทันที พอจิตมายึดคำพูด ต่อไปผู้กำกับการแสดงสั่งไปอย่างไร จิตดวงนี้จะปฏิบัติตาม บอกว่าให้ไปข้างหน้าไปดูนรก หรือไปดูสวรรค์ แล้วผู้ภานาจะรู้สึกว่าเขามีกายเดินออกไปจากร่างของเขา แม้ว่าร่างนี้จะสั่นอยู่อย่างนี้ แต่ความรู้สึกในทางจิตของเขาเหมือนกับเขาเดินเที่ยวไปในที่ต่างๆ ไปดูนรกก็รู้สึกว่าไปเดินอยู่ที่ขอบปากหม้อนรกโน่นแหละ ไปดูสวรรค์ไปย่ำอยู่ที่ปราสาทวิมานของเทวดา ความรู้สึกของเขาจะเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นแบบฝึกสมาธิกับการสะกดจิต
             อย่างเราๆ นั่งสมาธิกันอยู่อย่างนี้ ถ้าหากว่าภาวนาพุทโธๆ ๆ เป็นต้น แล้วก็มีผู้คอยกล่าวนำ ให้ทำจิตให้สงบ ให้ทำจิตให้สว่าง กล่อมกันอยู่อย่างนี้ ในเมื่อจิตสงบสว่างแล้วจะเห็นโน่นเห็นนี่ แล้วกระแสจิตส่งออกไปข้างนอกจะเกิดภาพนิมิตขึ้นมาทันที ต่อไปถ้าหากสมมติว่าผู้ภาวนามีอาการสั่น ปิติกำลังเกิด ยิ่งสั่งให้ไปที่ไหนก็ไปได้ ไปดูอะไรที่ไหนได้ทั้งนั้น อันนี้คือมโนมยิทธิ มโนมยิทธิกับการฝึกสมาธิอย่างเดียวกัน อย่าว่าแต่มโนมยิทธิกับสมาธิก็ฝึกอย่างเดียวกัน แม้แต่พิธิเชิญวิญญาณเข้าประทับทรง ก็ฝึกอย่างเดียวกัน ผู้ที่เชิญวิญญาณเข้ามาทรง อย่างสมมติว่าจะทรงวิญญาณพระศิวะ เขาก็ให้นึกในใจว่า ศิวะๆๆ จนจิตสงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วก็มีปิติ มีความสุขสบายเหมือนกัน กับเราทำสมาธิธรรมดาๆ เพราะความคิดและความตั้งใจจะเชิญวิญญาณมาประทับทรง จิตมันก็ส่งกระแสออกไปข้างนอก หลังจากที่เกิดความสงบแล้วก็มองหาตัววิญญาณประเดี๋ยวร่างของวิญญาณที่เราเรียกหานั้นจะปรากฏรูปร่างมายืนอยู่ต่อหน้า แล้วผู้ทำพิธีการเชิญนั้นก็จะน้อมจิตน้อมใจให้วิญญาณเข้ามาประทับทรง
              เมื่อวิญญาณเข้ามาถึงตัว นิมิตที่มองเห็นด้วยตาหายไป แต่ความรู้สึกภายในตัวจะมีความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบหน่วงไปทั้งตัว ปิติและความสุขซึ่งมีอยู่ก่อนนี้หายไปหมดสิ้น ความรู้สึกอันเป็นส่วนตัวนั้นก็หายไป จิตตกอยู่ในอำนาจของวิญญาณที่มาประทับทรงต่อไปนั้นแล้วแต่วิญญาณจะพาไป ให้สมาธิเหมือนกันหมด

 

 


คำถาม : ที่มองเห็นเป็นพระศิวะนั้น จะใช่วิญญาณของพระศิวะจริงๆหรือไม่?

หลวงพ่อพุธตอบ :  มันเป็นจิตสำนึกของผู้ทำพิธีเชิญ ถ้าหากว่าอยู่ๆ แล้ววิญญาณก็เข้ามาประทับทรงอันนั้นเรียกว่าผีสิง ผีสิงกับผีทรงนี้มันต่างกันถ้าหากไม่มีพิธีอัญเชิญแล้วมีวิญญาณมาทรงอันนั้นเขาเรียกว่าผีสิง แต่ทำพิธีอันเชิญเขาเรียกว่าเชิญวิญญาณ เชิญวิญญาณที่เข้ามาทรงส่วนใหญ่มันจะไม่เป็นความจริง แต่วิญญาณที่จะเข้ามาทรงนั่นมีจริงๆแต่ไม่ใช่วิญญาณของผู้นั้นมาทรง
                       ยกตัวอย่าง เช่น มีพระองค์หนึ่งไปเห็นนายสิบตำรวจ ทำพิธีเชิญวิญญาณหลวงพ่อพระชัยมงคล จ. สมุทรปราการ ก่อนนี้เคยไปดูไปเห็นเขาทำพิธีทรงแล้ว เขาเกิดลาภผลขึ้นมา มีคนไปหาเขาไม่ขาด วันหนึ่งหลายร้อยทีเดียว พระองค์นี้ไปเห็นแล้วไปเลียนแบบเขาเอาเณรองค์หนึ่งมาทำพิธีเชิญวิญญาณท่านพ่อลีเข้ามาทรงแล้วก็เชิญแสดงธรรมอะไรต่ออะไร เพื่อโปรดญาติโยมทั้งหลาย เล่นเอาครูบาอาจารย์หรือญาติโยมเชื่อกันเป็นแถบๆไปเลย พอเสร็จแล้วหนักๆเข้าก็รู้สึกว่าสุภาพดี แต่ภายหลังเมื่อวิญญาณนี้แก่เข้า ก็แสดงอาการเหมือนๆกับว่าไม่ใช่พระ เคี้ยวหมากก็เคี้ยวๆๆเข้าไปสูบบุหรี่ก็คีบบุหรี่ทุกง่ามมือ ทำๆเหมือนอาการของผียังงั้น ภายหลังมาหลวงพ่อลองถามท่านอาจารย์ฝั้นดู “เป็นวิญญาณของท่านพ่อลีมาทรงจริงๆหรือ ถ้าหากวิญญาณท่านพ่อลีมาทรงจริงๆผมจะหยุดภาวนาไปตายแล้วไปเกิดเป็นผี ผมไม่เอาแล้ว ผมไม่เล่นด้วย” ท่านอาจารย์ฝั้นก็บอกว่า “อื้อ! มันจะแม่นอีหยังหนอวิธีการหากินเขามันไปเลียนแบบเขามา ท่านลีจะมาทรงมาเทริงอะไร มันเป็นวิธีการหากินของเขาเท่านั้น” นี่ท่านอาจารย์ฝั้นท่านว่าอย่างนี้

 


คำถาม : ปฏิบัติสมาธิด้วยการนับเม็ดมะขามและลูกประคำ จะทำให้เกิดสมาธิเร็วขึ้นหรือไม่? เพราะถ้ากำหนดจิตอยู่กับลมหายใจก็ยาก

หลวงพ่อพุธตอบ :  การภาวนากำหนดนับลูกประคำ ก็เป็นอุบายวิธีหนึ่งที่ทำให้จิตสงบเป็นสมาธิได้ ถ้าใครพอใจก็ทำได้ไม่ผิด ! สมมติว่าเราจะสวดพุทธคุณ ๑๐๘ จบหนึ่งเราก็เลื่อนไปหนึ่ง เราตั้งใจสวด สวดเมื่อฝึกจนคล่องตัวจนชำนิชำนาญสมาธิมันจะเกิดขึ้นในระหว่างได้ เช่น อย่างเวลาเราสวดมนต์ เราตั้งใจสวด กำหนดจิตให้มันชัดๆ ในบทสวด อย่าสักแต่ว่ารีบสวดๆ ให้มันจบ สวดไปตัวหนึ่ง อิ ติ ปิ โส ภะคะว่า อะ ระ หัง สัม มา สัม พุท โธ กำหนดให้มันชัดๆ แล้วบางทีสวดไปสมาธิมันจะเกิดขึ้นในขณะที่กำลังสวดมนต์ คือจิตมันจะหยุดสวดมนต์แล้วนิ่ง มันทำได้ทั้งนั้นแหละ เป็นอุบายวิธี อย่างภาวนาพุทโธๆๆ นับลูกประคำไปด้วยก็ได้อันนั้นมันเป็นอุบาย บางท่านท่องบริกรรมภาวนาแทบเป็น แทบตาย จิตมันไม่สงบบางทีอยู่เฉยๆไม่ได้ตั้งใจจะภาวนาจิตสงบเป็นสมาธิได้ก็มีถมไป
           เพราะฉะนั้น การภาวนาคือการทำจิตให้มีสิ่งรู้ทำสติให้มีสิ่งระลึกการนับลูกประคำท่องบทสวดมนต์ไปพร้อม ก็ทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึกเป็นอุบายวิธีทำสมาธิเหมือนกัน นอกจากนั้นเราทำอะไรๆก็ตาม เช่น อย่างเคยสังเกตไหม สมัยที่เรียนปริญญา ทำวิทยานิพนธ์ คิดไปเขียนไปๆ พอจิตมันเกิดแน่วแน่ขึ้นมา ความคิดมันจะไหลออกมาปุ๊ดๆๆเขียนไม่ทัน นั่นแหละ คือจิตมันมีสมาธิแล้ว มันมีพลังงานให้เกิดความรู้ นักพูดนักปาฐกถาทั้งหลายพอไปยืนปั๊บ! “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เอ้อ... ผมรู้สึกมีเกียรติที่ได้รับเชิญมาปาฐกถา เอ้อ...” พูดไปแต่ละประโยค พอจบประโยคแล้วก็เอ้อ ! แล้วก็เอ้อ ! นั่นชะลอความคิด เมื่อจิตมันเกิดแน่วแน่ขึ้นมาแล้ว พูดฉอดๆๆฟังตามไม่ทัน นั่นคือสมาธิมันเกิดขึ้นแล้ว



 

 

ค้นหา (พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา แล้วกดปุ่ม Enter)

ร้านจักรวาลอ๊อกซิเย่น

Banner

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

Banner

เข้า Facebook ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดวะภูแก้ว

Banner

แห่เทียนพรรษา 2558

Banner

ฐานิยปูชา 2556

Banner

www.thaniyo.net

Banner

ฐานิยปูชา 2555

Banner

เชิญชม วิดีโอ การแสดงธรรมของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

วัดป่าสาลวัน

Banner

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

palungdham.com

Banner

ฐานิยปูชา 2553

Banner

สำรวจความคิดเห็น

เหตุผล สำคัญที่สุด ในการเข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ?
 

แบบสำรวจความคิดเห็น

วัดวะภูแก้วควรปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด
 

แบบสำรวจ

พระสงฆ์ในทัศนะของท่าน ?
 

โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านได้ที่สมุดเยี่ยม

Banner