nivo nivo nivo
ฐานิโยวาท ประกาศคุณธรรม

หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๑)

ท่านผู้เจริญด้วยธรรมทั้งหลาย การเป็นธรรม คือกฎของธรรมชาติ ที่ว่าเป็นหลักหรือกฎของธรรมชาตินั้น ก็เพราะเหตุว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเรา พระองค์ไม่ได้ทรงประกาศท้าทายว่า ได้สร้างอะไรขึ้นมาในโลกนี้ แต่พระองค์ท้าทายว่าพระองค์รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่เฉพาะแต่ในโลกนี้ แม้แต่ในจักรวาลนี้ พระองค์รู้ธรรมชาติและกฎธรรมชาติ

ธรรมชาติเป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิตของพระพุทธเจ้า เป็นที่ระลึกของสติของพระพุทธเจ้า ในเมื่อพระองค์ทรงระลึกจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จดจ่อมั่นคงอยู่เป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิก็ย่อมเกิดสติปัญญารู้ธรรมเห็นธรรม ตามกฎของธรรมชาติแห่งความเป็นจริง

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นธรรมชาติ
ที่ว่าธรรมชาติที่กล่าวในเบื้องต้น หมายถึงอะไร ธรรมชาติหมายถึง กายกับใจของเรา สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่พระพุทธเจ้าทรงมีอยู่ คือ กายและใจเป็นธรรมชาติ

นอกเหนือไปกว่านั้น ดิน ฟ้า อากาศ ต้นไม้ ภูเขา รถ เรือ หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาลนี้เป็นธรรมชาติทั้งนั้น แม้แต่การศึกษาถึงศาสตร์ต่างๆ ที่ท่านตั้งใจศึกษามาถึงสถาบันนี้ ธรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรมชาติเหมือนกัน เป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิตที่ระลึกของสติ

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ
ทีนี้เมื่อพระพุทธองค์ทรงรู้ธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้แล้ว พระองค์ยังสามารถรู้กฎ กฎความเป็นจริงหรือกฎตายตัวของธรรมชาติอีก กฎความเป็นจริงของธรรมชาตินั้น ภาษานักวิทยาศาสตร์เขาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ มีเกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว แต่ภาษาของพระพุทธเจ้าว่า อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง ทนอยู่ตลอดกาลไม่ได้ อนัตตาไม่เป็นตัวของตัวเอง ความหมายก็อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว ก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

การเกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นเป็นกฎของธรรมชาติ ซึ่งกฎธรรมชาติเราจะรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตามมันก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น ซึ่งในสมัยปัจจุบันที่เราประสบเหตุการณ์ความเป็นไปของบ้านเมือง สมัยก่อน ดอลลาร์ของอเมริกาเท่ากับเงินไทย ๒๐ บาท แต่เวลานี้มันเสียกันจน ๔๐ บาท เกือบจะถึง ๕๐ อันนี้ก็คือ กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง คือ อนิจจังนั่นเอง เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ความเปลี่ยนแปลงจากความเจริญรุ่งเรืองไปสู่ความเสื่อม อันนี้ก็กฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ แม้แต่ร่างกายของเรานั้น มีเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ย่อมแก่ แก่แล้วก็ต้องเจ็บ เจ็บแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วก็สลายตัว หาอะไรเป็นอัตตาตัวตนไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นกฎของธรรมชาติทั้งนั้น

ก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

กฎธรรมชาติ

อันนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งเห็นจริง แต่มีกฎธรรมชาติอีกอันหนึ่งที่พระองค์ทราบ ก่อนที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้น ท่านสำเร็จวิชชา ๓ คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติของเราได้ พระองค์ย่อมสามารถระลึกชาติของพระองค์ได้ว่า พระองค์เกิดมากี่ภพกี่ชาติ แต่ละภพ แต่ละชาติ ได้เกิดเป็นอะไรบ้าง และที่ได้เกิดเป็นสิ่งนั้นๆ เพราะอำนาจของอะไร เพราะอำนาจของกรรม พระองค์ก็ย่อมทราบ อันนี้เป็นเรื่องของบุพเพนิวาสนุสติญาณ การระลึกชาติหนหลังได้

ทีนี้ ข้อที่ ๒ จุตูปปาตญาณ การจุติและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกฎของกรรม สัตว์ก็ดี มนุษย์ก็ดี ภูติผีปีศาจ เปรต อสูรกายก็ดี ซึ่งเขามีภพภูมิต่างๆ ก็เป็นไปตามกฎของกรรม แม้แต่มนุษย์เราเกิดมาก็ย่อมมีผู้สูง ผู้ต่ำ ผู้อ้วน ผู้ผอม ผู้ขาว ผู้ดำ รูปร่างสดสวยงดงาม ขี้ริ้วขี้เหร่ ยากจนเข็ญใจ มั่งมีเป็นมหาเศรษฐี มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเจ้าเป็นนายใหญ่โต เป็นกรรมกร เป็นอะไรสารพัด ธาตุกายเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านว่า มันเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น จึงมีคำภาษิตว่า กัมมัง สัตเต วิภัชฌติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้มีประเภทต่างๆ กัน อันนี้เป็นวิชชาข้อที่ ๒ ที่พระองค์ทรงตรัสรู้

วิชชาข้อที่ ๓ อาสวักขญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ อาสวกิเลส อันเป็นเหตุให้สัตว์ต้องทำกรรม คือ อวิชชา ความรู้ไม่จริง ส่วนใหญ่อวิชชา แปลว่า ความไม่รู้ แต่น่าจะแปลว่า ความรู้ไม่จริงจะเหมาะสมกว่า คนเราทุกคนมีความรู้กันทุกคน แต่ความรู้จริงเห็นจริง ตรงตามกฎของธรรมชาติย่อมเป็นไปได้ยาก ความรู้ของคนเราเป็นไปตามความเข้าใจของตนเอง เพราะเรารู้จริง รู้ไม่จริงนั่นแหละ เราจึงได้ทำกรรมไปตามที่เราเข้าใจว่ามันถูกต้อง แต่เมื่อทำลงไปแล้ว ย่อมได้รับผลของกรรม เมื่อได้รับผลของกรรมแล้ว ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักจบสิ้น จนกว่าพระพุทธเจ้านั้นบรรลุพระอรหันต์ ตัดกิเลสอาสวะตัดกงกรรมกงเกวียน ขาดสะบั้นไปทั้งหมด การเกิด การตายที่เรียกว่าสำเร็จพระนิพพาน เพราะอาศัยวิชชา ๓ นี้ เป็นหลัก สิ่งนี้บาป สิ่งนี้ทุกข์ แม้เรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริง รับฟังเอาไว้ก่อน

ในการตรัสรู้ของพระองค์ เราจะกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ขั้นตอนของพระพุทธเจ้านี้ ทุกคำพูดที่พระองค์นำมาสอนเรามันเป็นโลกส่วนตัวของพระองค์โดยแท้ เช่น อย่างพระองค์สอนว่าสิ่งนี้มันเป็นบาปนะ อย่าทำ ทำแล้วมันจะตกนรก นั่นแสดงว่าพระองค์เคยทำบาปอย่างนั้นตกนรกมาแล้ว น้ำในนรกมันเย็นหรือมันร้อน มันเป็นน้ำท่าธรรมดาหรือน้ำทองแดง พระองค์เคยไปแหวกว่ายมาก่อนเราแล้ว แล้วก็นำสิ่งนั้นมาสอนเรา สิ่งใดที่พระองค์สอนว่า สิ่งนี้มันเป็นบุญ ทำแล้วขึ้นสวรรค์ พระองค์ก็เคยขึ้นสวรรค์ไปนั่งกินลม ชมวิว สบายมาแล้ว แล้วก็นำมาสอนเรา การบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญณาน ใครสำเร็จสมาธิ สำเร็จฌานสมาบัติ ถ้าหากยังไม่สำเร็จพระนิพพาน ตายแล้วไปเกิดเป็นพระพรหมโลก พระองค์ก็เคยบำเพ็ญฌานไปเกิดในพรหมโลกมาแล้ว ชาติสุดท้ายของพระองค์ที่เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วก็ได้เสด็จออกทรงผนวชบำเพ็ญภาวนาเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาศัยหลักศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักปฏิบัติ แล้วพระองค์ก็ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์สำเร็จแล้ว พระองค์ก็ได้นำเอาสิ่งที่พระองค์บรรลุนั่นแหละ มาสอนเรา เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่พระองค์สอนว่า สิ่งนี้บาป สิ่งนี้ทุกข์ แม้เรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริง รับฟังเข้าไว้ก่อน คือรับฟังแล้วก็อดใจเอาไว้อย่าไปฝ่าฝืน แล้วเราพยายามปฏิบัติพิสูจน์ พิจารณาให้มันรู้แจ้งเห็นจริงว่า สิ่งนี้มันเป็นจริงตามที่พระองค์สอนหรือไม่ เพราะปัจจัยเหตุที่พระองค์ได้ตรัสรู้วิชชา ๓ มานั่นแหละ

ศีล ๕ ข้อนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบัญญัติ แต่เป็นคุณธรรมประจำโลก

คนทำดี เคยทำบาปตกนรก คนทำดี คืนนรก ขึ้นสวรรค์เพื่อป้องกันมิให้มนุษย์ทั้งหลายกระทำบาป พระองค์จึงมาพิจารณาถึงคุณธรรม ๕ ประการ คือ ศีล ๕ ศีล ๕ ข้อนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบัญญัติ แต่เป็นคุณธรรมมีประจำโลก แต่ไหนแต่ไรมา นักปราชญ์จึงบัญญัติเรียกชื่อว่า มนุษยธรรม

ที่เรียกว่า มนุษยธรรมนั้น เพราะเป็นคุณธรรมปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ฝ่ายโสมม อย่างเราภูมิจิตภูมิใจว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้มีใจสูงก็ไม่แน่นักหลอกว่า จะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบทุกลมหายใจอยู่นั่น

ศีล ๕ อุบายกล่อมเกลาสภาวธรรม

เรามีหลักที่จะเสนอแนะให้ท่าน คิดเป็นหลักพิจารณา ดังต่อไปนี้

ในขณะใดที่เรามีจิตใจโหดเหี้ยม อยากฆ่าใคร ฆ่า อยากตีใคร ตี อยากด่าใคร ด่า ไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่น ในขณะนั้นจิตใจเรานี้ มันกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ร่างกายของเราเป็นมนุษย์

ในขณะใดที่จิตใจของเรานี่ มีความโอบเอื้ออารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเขาอกเรา คำนึงถึงความสุขความทุกข์ของคนอื่น พิจารณาเปรียบเทียบกับตัวเองว่าเราต้องการความสุขสบายฉันใด คนอื่นเขาก็ต้องการความสุขสบายเช่นเดียวกับเรา ในขณะนั้นกายของเราเป็นมนุษย์ จิตใจของเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

แต่ในขณะใดจิตใจของเราเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ไม่เอาไหน ประโยชน์ตนก็ไม่เอื้อ ประโยชน์ผู้อื่นก็ไม่อาศัย ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรม ไม่มีปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น อดอาลัยตายอยากในชีวิต ในขณะนั้น ร่างกายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจมันเป็นเปรต เปตะ แปลว่า โมฆะ ทิ้งซึ่งประโยชน์มรรคผล

แต่ในขณะใด จิตใจของเรานี่ มันมีความละอายบาป ความสะดุ้งกลัวต่อบาป ไม่ทำบาปทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ในขณะนั้นกายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจเราเป็นเทวดา แต่ในขณะใดที่เรามาปฏิบัติธรรม ปลุกจิตใต้สำนึกให้มันตื่นขึ้นมา มีความสงบนิ่ง รู้ตื่นเบิกบาน มีปีติ มีความสุข ในขณะนั้น กายของเราเป็นมนุษย์ แต่ใจของเราเป็นพระพรหม

อันนี้ คือ หลักที่เราต้องยึดเป็นหลักพิสูจน์ พิจารณาตัวเองว่า แต่ละวันแต่ละวัน ขณะใดเราเป็นอะไร เมื่อเราพิจารณาให้รู้แจ้ง เห็นชัดแจ้ง เราจะได้ปรับปรุงตัวให้อยู่ในกรอบ กรอบที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้และรับรอง ก็คือ ศีล ๕ อันเป็นมนุษยธรรมนั่นเอง ทีนี้ มนุษยธรรม คือ ศีล ๕ นี้แหละเป็นอุบายสำหรับ ปรับปรุงกล่อมเกลาสภาวธรรม คือ กายใจของเราให้มีคุณภาพดียิ่งๆ ขึ้น

เราเคยได้ยินครูบาอาจารย์และผู้เฒ่าผู้แก่ ท่านสอนว่า สีเลนะ สุคะติง ยันติ รักษาศีล ๕ แล้วไปสวรรค์ เทวโลก ไปเกิดในสวรรค์โลก สีเลนะ โภคะสัมปะทา รักษาศีล ๕ แล้วได้โภคทรัพย์ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ รักษาศีลแล้วถึงความดับ คือ พระนิพพาน

ท่านสอนคนให้ไปสวรรค์ สอนคนให้ไปนิพพาน สอนให้คนได้โภคทรัพย์ ทรัพย์สมบัติ ดังนั้นจึงมีผู้กล่าวขัดแย้งว่า เรารักษาศีลแทบเป็นแทบตาย ยิ่งรักษาเท่าไร ยิ่งจมลงทุกที ไหนบอกว่ารักษาศีลอย่างนี้แเล้วได้โภคทรัพย์ มีคนเถียงกันอย่างนี้ ผู้มีศีลแล้วย่อมไม่ไปทำลายโภคทรัพย์ของคนอื่น อันที่กล่าวไปแล้วนั้น มันเป็นเรื่อง เรื่องจะเป็นไปในอนาคต หมายถึงตายแล้วจะไปสวรรค์ ตายแล้วไปเกิดที่ไหน จะมีโภคทรัพย์สมบัติ ถ้าหากหมดกิเลสแล้วจะถึงพระนิพพาน ทีนี้พอฟังฟังแล้ว ก็ว่าลูกหลานยังเพลิดในความสุข สนุกสนานของโลก เขาก็ไม่อยากจะไป เขาก็ยังเสียดายความสุข ความสนุกสนานของโลก

ทีนี้เรามาทำความเข้าใจกันอย่างนี้ ดีไหม ว่าเรารักษาศีล ๕ แล้ว ในปัจจุบันเราได้อะไร มีปัญหาที่เราจะต้องทำความเข้าใจความจริง การรักษาศีล ๕ นี้ มันเป็นคุณธรรมประกันความปลอดภัยของสังคม ป้องกันมิให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน เป็นคุณธรรมที่ตัดทอนคุณโทษของบาป เป็นคุณธรรมที่บรรเทากำลังของกิเลส โลภ โกรธ หลง ให้น้อยลงไป

เป็นคุณธรรมที่ปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ เป็นคุณธรรมที่เป็นของจิตของการที่ให้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม เป็นคุณธรรมที่เป็นมูลฐานให้เกิดระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ศีล ๕ คือ รัฐธรรมนูญปกครองประเทศไทย

ถ้าหากเราจะเอาคำสอนในศาสนามาประยุกต์กับกฎหมายของบ้านเมือง คือ เอาศีล ๕ มาประยุกต์กับกฎหมายของเรานั่นเอง เราพิจารณาให้ซึ่งลงไป เราจะได้ความว่า ศีล ๕ ข้อนั่นแหละ คือรัฐธรรมนูญปกครองของประเทศไทย ทำไมจึงว่าอย่างนั้น ท่านเป็นนักกฎหมาย ศึกษาธรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ ย่อมเข้าใจดีว่าหัวใจของประชาธิปไตย มันอยู่กันที่ตรงไหน หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน เอานึกทบทวนพิจารณาซิ ถ้าผู้มีศีล ๕ ข้อแล้ว เคารพอะไร เคารพสิทธิในการดำรงชีพอยู่ของคนอื่น เคารพสิทธิในคู่ครองและหมู่คนรอบข้าง เคารพในสิทธิครอบครองทรัพย์สมบัติและสิทธิอื่นๆ ครอบจักรวาลนี้ เพราะฉะนั้นเราจะใช้คำพูดว่า ศีล ๕ คือหัวใจระบอบการปกครองบ้านเมืองแบบประชาธิปไตย มันก็ไม่ผิด เพราะว่ากฏของศีล ๕ มันครอบจักรวาลนะ เราจะให้ กาย วาจา ใจ ของเราสงบ หรือปราศจากโทษบาปกรรมก็คือ ศีล ๕

โลกกับธรรมต้องหันหลังให้กันจริงหรือ

เราจะปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้ตรงก็ต้องอาศัยศีล ๕ เพราะฉะนั้นศีล ๕ นี้ จึงเป็นคุณธรรมให้คุณประโยชน์ทั้งทางศาสนาทั้งทางการปกครองบ้านเมือง แต่แท้ที่จริงแล้วหลักการปกครองบ้านเมืองกับหลักศาสนา ก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ แต่เราไปแบ่งแยกจนถึงกับพุทธบริษัทเห็นว่าโลกกับธรรมต้องหันหลังให้กัน เพราะฉะนั้นในปัจจุบันหรือในอดีตก็ตาม พวกที่แสวงหาธรรมะหรือปฏิบัติธรรมทั้งหลายนี้ชอบละทิ้งครอบครัว ละทิ้งทรัพย์สมบัติ ละทิ้งหน้าที่การงาน ไปเที่ยวแสวงหาที่สงบวิเวกหรือครูบาอาจารย์ที่เก่งในการแสดงธรรม ในที่สุดก็เร่ร่อนไปมา ไปมานั่นแหละเพราะเราเข้าใจว่า โลกกับธรรมมันเข้ากันไม่ได้ แต่ความจริงโลกนี่ โลกที่เราว่าโลกเนี่ย มันเป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องฝึกจิตให้มีสมาธิคือ ความมั่นคง มีสติสัมปชัญญะไม่เว้น เพื่อเราจะได้ใช้อำนาจจิตที่มีความมั่นคง อำนาจของสติสัมปชัญญะ มองดูโลกหรือสิ่งที่เป็นไปตามโลกทั้งหลายนี้

ผู้สำเร็จมรรคผล นิพพาน ต้องเรียนรู้เรื่องของกายและจิต

ในแง่ดี ผู้ปฏิบัติธรรมที่จะสำเร็จมรรคผล นิพพานกันจริงๆ ต้องเรียนรู้เรื่องของโลก ในหลักธรรมะ ท่านสอนให้เรียนรู้เรื่องกาย เรื่องจิต พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติธรรมในสมัยตอนแรกๆ ที่พระองค์เสด็จออกทรงผนวช หรือไปบวชที่แรก ไปแสวงหาที่ปฏิบัติธรรมแห่งสำนักอาฬารดาบส อุทกดาบส และอาจารย์อื่นๆ ไปที่ไหนเขาก็สอนให้ท่องมนต์ สวดมนต์ภาวนากันอยู่อย่างนั้น พระองค์ไปเรียนในสำนักไหน พระองค์ก็เรียนจบหลักสูตรของอาจารย์แล้วก็เก่งกว่าอาจารย์เสียด้วยซ้ำไป แต่แล้วพระองค์ก็ยังไม่เห็นว่าเป็นแนวทางแห่งการหลุดพ้น จักล่วงทุกข์ในวัฏสงสาร

ทีนี้ ภายหลังมานี้ ในเมื่อพระองค์ไปเรียนในสำนักที่เรียน จนไม่มีที่เรียน จนไม่มีอาจารย์จะสอน เมื่อไม่มีที่เรียนสำนักจะสอน พระองค์ก็ทรงค้นคว้าหลักปฏิบัติคุณธรรมของพระองค์เอง แต่เดชะบุญในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระบิดาทำพิธีแรกนาขวัญ พระพี่เลี้ยง นางโลม ผูกพระอู่ใส่กัน ได้บรรทมอยู่ใต้ต้นหว้า

ในช่วงที่ประชาชนเขากำลังสนุกเพลิดเพลิน มโหรสพและพิธีแรกนาขวัญ ปล่อยให้พระองค์บรรทมอยู่ในพระอู่ แต่ในพระองค์เดียว ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไม่มีใครรบกวนได้ ทารกตัวเล็กๆ เพราะอาศัยบารมีที่พระองค์เคยบำเพ็ญมาแล้วหลายภพ หลายชาติสร้างบารมีมาแล้ว กระตุ้นเตือนให้พระองค์รู้จักกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออกแล้วนัยว่า พระองค์สำเร็จปฐมฌาน

พระองค์สำเร็จปฐมฌานนี้อย่างไร

พระองค์สำเร็จปฐมฌานตั้งแต่ทรงเยาว์วัย จิตของพระองค์ก็รู้จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ จิตจับลมหายใจไม่ลดละ ตั้งสติกำหนดรู้ที่ลมหายใจ แล้วก็เกิดความสุขดื่ม คือ ปีติ เมื่อปีติแล้วก็มีความสุข เมื่อว่าจิตมีสติและความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงย่อมไม่ดิ้นรน กระวนกระวาย แน่วแน่อยู่กับลมหายใจ คือ เป็นหนึ่งอยู่กับลมหายใจ

ดังนั้น ปฐมฌาน จึงประกอบด้วยองค์ ๕ คือ มีวิตก คือการนึกถึงอารมณ์ วิจาร สติควบคุมจิตให้รู้อยู่ที่อารมณ์นั้น ปีติ ความสุขดื่ม อิ่มอกอิ่มใจ สุข คือความสุขกาย สุขใจ เราจะรู้กายเบา จิตเบา กายรู้ จิตรู้ แล้วจิตก็เป็นหนึ่ง คือ เอกัคคตา อันนี้คือการบรรลุปฐมฌาน

ทีนี้ เมื่อพระองค์ทรงเลิกละปฏิบัติ สมาธิ ตามแบบเดิมนี้ เมื่อพระองค์คิดหาทางคุณธรรมของพระองค์เอง ความทรงจำในอดีตก็ได้โผล่ขึ้นมา เอาว่าเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหนหนอ ความทรงจำในอดีตก็โผล่ขึ้นมา บางอ้อ สมัยที่เราเป็นเด็ก เราเคยบำเพ็ญสมาธิ กำหนดอานาปานสติ ได้สำเร็จปฐมฌานมาแล้ว พอพระองค์นึกถึงตรงนี้ก็เริ่มจากลมหายใจนั่นเอง ลมหายใจเป็นธรรมชาติของร่างกาย ความคิดเป็นธรรมชาติของจิต

การเอาจิตจ่อรู้อยู่ที่ลมหายใจโดยมีสติรู้อยู่

วิธีปฏิบัติของพระองค์ทรงทำอย่างไร เริ่มต้นด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก คือ เอาจิตไปจ่อ รู้อยู่ที่ลมหายใจ มีสติควบคุมจิตให้รู้อยู่ที่ลมหายใจ แต่พระองค์ไม่ได้บังคับลมหายใจ เพียงแต่รู้ว่ามีลมหายใจอยู่เท่านั้น ลมหายใจสั้นก็ไม่ได้ว่า ลมหายใจยาวก็ไม่ได้ว่า ลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียดก็ไม่ได้ว่า เพียงแต่รู้อยู่เฉยๆ ก็เพราะพระองค์รู้แล้วว่าจิตเป็นธรรมชาติ ในเมื่อจิตมีสิ่งรู้ก็จะต้องรู้ว่า อะไรสั้นยาวอย่างไร โดยที่เราไม่ต้องไปนึกว่า อันนี้สั้น อันนี้ยาว จิตเขาก็รู้อยู่ทันที อันนี้คือ จุดเริ่มของพระองค์ ทีนี้บางครั้ง จิตของพระองค์ก็ทิ้งลมหายใจซะบ้าง พระองค์ปล่อยให้ว่าง หลังจากว่างแล้ว เกิดความคิด แล้วพระองค์ก็ปล่อยให้คิดไป พระองค์ให้จิตของพระองค์เดินอยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ไม่ได้บังคับจิตแต่ประการใด เพียงแต่มีสติรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้น อันนี้ คือ หลักของพระพุทธเจ้า

ทีนี้ เมื่อพระองค์มากำหนดรู้ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ในเมื่อจิตมันแน่วแน่ มั่นคง เพียงแต่จับสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน ๓ อย่างนี้ ทีนี้เมื่อจิตของพระพุทธองค์สงบละเอียด ละเอียดลงไป ร่างกายสิ่งรู้ ก็จางหายไป แล้วในที่สุดไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่จิตดวงเดียวนิ่งสว่างไสว

ปฏิบัติธรรม เพื่อปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่น

สรุปได้ว่า เรามาปฏิบัติสมาธิเพื่ออะไร เรามาปฏิบัติสมาธิเพื่อปลุกจิตใต้สำนึกให้มันดีขึ้นมา คนเราทุกคนเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัวตั้งแต่เกิดมาแล้ว เพราะทุกคนเคยเวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพหลายชาติ ไม่เว้นแม้แต่ท่านที่นั่งฟังเทศน์อยู่ในขณะนี้ ชาติก่อนอาจเคยเป็นฤษี บำเพ็ญตบะ ตั้งแต่ฌานสมาบัติ ดำดิน กินลม ล่องหน หายตัวได้ แต่สิ่งเหล่านี้มันจมอยู่ในจิตใต้สำนึก

ทีนี้เรามาปลุกจิตใต้สำนึกให้มันตื่นขึ้นด้วยวิธีการสวดมนต์มากๆ บริกรรมภาวนามากๆ กำหนดสติ รู้จิตมากๆ หรือการทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก แม้แต่การศึกษาเล่าเรียน เวลาเรียนเรากำหนดสติรู้จิตของเราไว้ สายตาจดจ้องมองอาจารย์ผู้บรรยาย ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์ แยกแยะให้ถูก ก็ได้ชื่อว่า เป็นอุบายปลุกจิตสำนึกให้ตื่นขึ้นมา

หลักปฏิบัติศีล ๕ เพื่อละกิเลส

ทีนี้ เราจะละบาป ก็ศีล ๕ จะละกิเลส ก็ศีล ๕ ข้อ เราจะเอาดีกับพระพุทธเจ้าก็พึงตั้งใจในศีล ๕ ข้อ บทสวดมนต์ที่เป็นจุดยืนก็คือ อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน เมตตาพรหมวิหาร หลักปฏิบัติเพื่อละบาปก็ศีล ๕ มีศีล ๕ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ก็ได้ชื่อว่าบำเพ็ญบุญกุศล

กำหนดสติให้รู้ตัวตลอดเวลา

เมื่อเรามาฝึกฝนจิตของเรานั้น ฝึกสติลูกเดียว ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา นอนลงไป จิตมันคิดอะไร ปล่อยให้มันคิดไป แต่กำหนดตามรู้จนกว่าจะนอนหลับ ถ้าเราปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกๆ วัน จิตใต้สำนึกเราจะค่อยตื่นมา ทีละน้อย ทีละน้อย ชัดเจนขึ้น

ถ้าเรามีสติจดจ้องอยู่ที่จิต เราจะขยับไปไหน สติทำหน้าที่ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม พูด คิด สติคอยเฝ้าดูดังนี้ เรียกว่า จิตใต้สำนึกของเรามันตื่น เริ่มตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วทีนี้ฤทธิ์ อิทธิพลอำนาจที่มีอยู่กับตน มันก็จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับจิตใต้สำนึก

คำสั่งของพระพุทธองค์ คือ ศีล

เมื่อพูดถึงธรรมะคือ คำสอน หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง วันนี้พุทธบริษัททั้งหลายมีความสนใจในการปฏิบัติธรรมในทางด้านจิต การปฏิบัติธรรมในทางด้านจิตนั้น เราจะต้องเริ่มต้นด้วยทำตนเป็นผู้มีศีล ศีลนี้เป็นสิ่งสำคัญ เป็นคุณธรรมอันเป็นภาคพื้นเป็นการปรับกาย วาจา และใจ ให้อยู่ในสภาพปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลห้า อันเป็นศีลที่ฆราวาสทั่ว ๆ ไปพึงสมาทานปฏิบัติ

ศีลห้าเป็นศีลหลักใหญ่ และเป็นศีลที่สำคัญ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็รวมลงอยู่ในศีลห้าข้อนี้ จะเป็นผู้ใดก็ตาม ในเมื่อมาตั้งใจสมาทานรักษาศีลห้าข้อ เมื่อทำศีลห้าให้บริสุทธิ์แล้ว และตั้งใจทำสมาธิภาวนา ก็สามารถจะทำจิตให้สงบรู้ซึ้งเห็นจริงในสภาวธรรมตามความเป็นจริง ไม่เฉพาะแต่เท่านั้น ยังสามารถให้บรรลุ มรรคผล นิพพานได้ ยกตัวอย่างเช่น อุบาสก อุบาสิกา ในอดีตสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็มีหลายท่าน เช่น นางวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านอนาถบิณฆิกะมหาเศรษฐี ท่านก็เป็นผู้ครองเหย้าครองเรือน แล้วก็มีศีลเพียงห้าข้อเท่านั้น แล้วท่านก็ได้ปฏิบัติธรรม จนได้บรรลุโสดาบัน

คนในสมัยปัจจุบันนี้ มีเพียงแค่ศีลห้า ก็ยังถือว่ายังน้อยหน้าต่ำตา ศีลของเราไม่มาก บางคนก็สงสัยว่ามีศีลห้าไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมให้บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ อันนี้เป็นการเข้าใจผิด ความจริงศีลห้าข้อนี้ เป็นศีลที่กำจัดบาปกรรม หรือเป็นการตัดผลเพิ่มของบาปกรรม ที่เราจะพึงทำด้วย กาย วาจา เช่น ปาณาติบาต การเว้นจากการฆ่าสัตว์ อทินนาทาน เว้นจากการหยิบสิ่งของที่เขาไม่อนุญาต กาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากการประพฤติผิดในกาม มุสาวาท พูดเท็จ สุรา ดื่มของมึนเมา ถ้าใครสมาทานรักษาศีลห้าข้อนี้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ได้ชื่อว่า เป็นการตัดผลเพิ่มของบาป บาปกรรมที่เราทำ ที่จะต้องไปเสวยผลคือ ไปตกนรก หรือไปทรมานในสถานที่หาความเจริญมิได้นั้น มีแต่การละเมิดศีลห้าข้อเท่านั้น ส่วนอื่นซึ่งเราทำลงไปแม้จะเป็นบาปอยู่บ้าง ก็เป็นแต่เพียงความมัวหมองภายในจิตใจเท่านั้น แต่ถ้าใครมีศีลห้าบริสุทธิ์บริบูรณ์ มีหวังที่จะทำสมาธิ ปฏิบัติธรรม รู้ธรรม เห็นธรรม รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่สามารถจะมีศีลมาก ๆ ขึ้นไปกว่านั้น ก็อย่าพึงทำความน้อยอกน้อยใจว่า ศีลเราน้อยเหลือเกิน กลัวว่าจะไม่ถึงนิพพาน อันนั้นเป็นการเข้าใจผิด ก่อนที่เราจะเพิ่มศีลของตัวเองให้มากขึ้นไปนั้น เราจะต้องพิจารณาถึงสมรรถภาพของตัวเองว่า เราสามารถจะปฏิบัติและรักษาศีลให้มาก ๆ ได้หรือไม่ ถ้าเรายังไม่มีสมรรถภาพพอที่จะรักษาศีลมาก ๆ ได้ ก็ให้มั่นคงแต่เพียงในศีลห้าเท่านั้น

ฆราวาสโดยทั่วไปมีแต่เพียงศีลห้า เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม มุสาวาท เว้นการเสพสุรา เรายังประดับตกแต่งด้วยเครื่องหอม เครื่องย้อม เครื่องทาได้ ดูหนัง ดูละคร หรือ ประโคมขับดนตรีก็ได้ นอนบนที่นอน ที่สูง ที่ใหญ่ ก็ได้ ไม่ผิดศีล แต่ถ้าเราไปเพิ่มข้อ วิกาลโภชนาเข้าไป แต่ว่าอดข้าวเย็นไม่ได้ เพิ่มข้อ มาลา เข้าไป แต่ว่าเว้นจากการประดับตกแต่งไม่ได้ เพิ่มข้อ นัจจคีตะ เข้าไป แต่ว่าเว้นดูละคร ดนตรีไม่ได้ เพิ่มข้อ อุจจาสยนะ เข้าไป แต่ก็พอใจในที่นอนที่สูงที่ใหญ่ เราก็รักษาไม่ได้ เป็นการหาเรื่องเพิ่มบาปให้ตนเองโดยไม่มีเหตุผล การที่ตั้งใจรักษาศีลให้มากๆ นั้น เราต้องดูสมรรถภาพของตนเอง เมื่อเรามีศีลห้าบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ตั้งใจทำสมาธิบำเพ็ญเพียรภาวนาไป เมื่อเราภาวนาเป็นแล้ว ศีลก็จะเพิ่มขึ้นเอง ไม่เฉพาะศีล ๘ ศีล ๑๐ เท่านั้น เมื่อมีศีลห้า มีสมาธิ มีปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม สามารถทำจิตให้อยู่ในสภาพปกติได้นั่นแหละ จะเป็นอุบายเพิ่มศีลเข้าไป อย่าว่าแต่ศีล ๒๒๗ ข้อเลย ต่อให้เป็นหมื่น ๆ ข้อ แสนข้อ ก็เพิ่มได้ ถ้าพื้นฐานของจิตใจดีแล้ว


Print

ติดต่อ Webmaster  โทร. 081-905-4000 หรือ E-mail :  [email protected]