Home เรื่องเล่าตอนเข้าค่าย เกร็ดชีวประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย (5) ปาฏิหาริย์แท้ - ปาฏิหาริย์เทียม
เกร็ดชีวประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย (5) ปาฏิหาริย์แท้ - ปาฏิหาริย์เทียม
Thursday, 12 January 2012 04:29


รวมรูปภาพ สไลด์โชว์ ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย


ปาฏิหาริย์แท้ -  ปาฏิหาริย์เทียม  

          อาจกล่าวได้ว่า  หลวงพ่อพุธเป็นพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญการฝึกสมาธิเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่พระสงฆ์ไทย


          อันที่จริง  การฝึกสมาธิก็เป็นสิ่งที่ศาสนาหลายศาสนาในประเทศอินเดียสอนกันมานานแล้ว   สมาธิที่สอนกันในศาสนาเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมจิตหรือความคิดให้แน่วแน่    เมื่อจิตของผู้ที่ฝึกสมาธิแน่วแน่จนถึงระดับหนึ่งแล้ว    จิตนั้นจะสามารถแสดง "อิทธิฤทธิ์" หรือ "ปาฏิหาริย์"  บางอย่างออกมาได้   ซึ่งการฝึกสมาธิเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้ก็มีการนำมาสอนกันในศาสนาพุทธด้วยในนามของ "สมถภาวนา"


           หลวงพ่อพุธก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยได้รับการฝึกสมาธิแบบ "สมถภาวนา"  มาอย่างเข้มข้น  และดูเหมือนว่าจะเคยมีประสบการณ์ในการได้เห็น  "สิ่งเหนือธรรมชาติ"   ต่อหน้าต่อตามาไม่น้อยเลยทีเดียว   ท่านเล่าว่า ...

 

              มโนมยิทธิได้จากเจ้าคุณอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)    ท่านก็เคยให้พวกเรานั่งไปดูนรก ดูสวรรค์เหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ใช้ภาวนา     การภาวนาหรือนั่งสมาธิไปดูนรกไปดูสวรรค์นั้น ตามตำรับของไสยศาสตร์มันมีแบบมีแผนให้ศึกษากัน ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือ “กรรมฐานสิบสองยุค” ของเจ้าคุณพระเทพญาณวิศิษฐ์ (ใจ ยโสธโร) รวบรวมไว้ที่วัดบรมนิวาส (กรุงเทพฯ) มันมีคาถาบทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าคาถาพระเจ้าเปิดโลก คาถาพระเจ้าเปิดโลกนี้ ตอนที่ ๒ หลวงพ่อจำได้ว่า ข้อความว่า


พุทฺโธ ทีปงฺกโร โลกทีปํ วิโสธยิ
ธมฺโม ทีปงฺกโร โลกทีปํ วิโสธยิ
สงฺโฆ ทีปงฺกโร โลกทีปํ วิโสธยิฯ


          เมื่อว่าคาถานี้จบแล้ว ก็อธิษฐานในจิตในใจว่า


          พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า เป็นดวงประทีปส่องโลก ขอโปรดส่องทางนรกทางสวรรค์ให้ข้าพเจ้าเห็นจริงแจ่มแจ้งในกาลบัดนี้ด้วยเถิด


          พอเสร็จแล้วผู้บริกรรมภาวนา ถ้าจะไปดูนรก ก็นึกในใจว่า “นรก ๆ ๆ ๆ ๆ”   ถ้าจะไปสวรรค์ก็ “สวรรค์ ๆ ๆ ๆ ๆ”

  


           ทีนี้พอจิตมันสงบเป็นอุปจารสมาธิ เกิดสว่างขึ้น ผู้ภาวนาจะมีอาการสั่นเหมือนกับผีสิง พอเสร็จแล้วสภาพจิตของผู้นั้นจะแสดงอาการไปดูนรก ไปดูสวรรค์ตามที่ต้องการ ตามแบบแผนตำรับตำราที่กล่าวไว้ที่จำได้    อันนี้ได้เคยทดสอบพิจารณาดูแล้ว...

 

          "คนเราทุกคนมีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัวเพราะเราเวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพหลายชาติ
ในชาติก่อน ๆ เราอาจจะเคยได้เป็นฤๅษีบำเพ็ญฌานบำเพ็ญตบะมาแล้ว เราก็ไม่ทราบได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ฤทธิ์ อิทธิพลและอำนาจที่เราเคยบำเพ็ญมาในภพก่อนชาติก่อน จิตใต้สำนึกของเราจะเป็นผู้เก็บบันทึกเอาไว้ แล้วจะติดไปกับจิตของเราทุกภพทุกชาติไม่ว่าเราจะไปเกิดในที่ใด ภพใด"

 

           หลวงพ่อพุธยืนยันมาแบบนี้ก็แปลว่า   เรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายแหล่นั้น  "มีจริง"


           แต่ถึงจะ  "มีจริง"   ก็ถามได้ว่า   "มีแล้วได้ประโยชน์อะไร ?"


           อันที่จริง  การฝึกสมาธิ  (แบบสมถภาวนา)   เพื่อหวังผลในด้านอิทธิฤทธิ์นั้น   ศาสนาพุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธ   แต่อิทธิฤทธิ์เหล่านั้นก็เป็นของชั่วครู่ชั่วยาม  พูดง่ายๆ ก็คือ  เป็นได้แค่  "ปาฏิหาริย์เทียม"  เพราะคนเราเวลากลุ้มใจ   ฤทธิ์เดชที่มีก็ช่วยอะไรไม่ได้

 

           เมื่อผ่านประสบการณ์ในการฝึกสมาธิมาได้สักระยะหนึ่ง   หลวงพ่อพุธก็เริ่มที่จะเรียนรู้ว่า   "ปาฏิหาริย์ที่แท้จริง"   นั้นจะต้องเป็นไปเพื่อการดับทุกข์   การฝึกสมาธิที่เป็นไปเพื่อการนี้ก็คือการฝึกสมาธิในแบบที่เป็นของศาสนาพุทธแท้ๆ  ซึ่งเรียกว่า  "วิปัสสนาภาวนา" (หรือ "สัมมาสมาธิ")  หลวงพ่อพุธพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า.....

 

           เรื่อง (อิทธิปาฏิหาริย์) ทั้งหลายที่กล่าวมานั้น มิได้เกี่ยวเนื่องด้วยการทำสมาธิภาวนาตามแบบที่ถูกต้องซึ่งเรียกว่า "สัมมาสมาธิ" และขอให้ท่านทั้งหลายพึงเข้าใจว่า การทำสมาธิตั้งแต่ขั้นปฐมฌานถึงขั้นจตุตถฌานนั้น มันยังเป็นสมาธิสาธารณะทั่วไปแก่ทุกลัทธิศาสนา และแก่ลัทธิที่มีการปฏิบัติสมาธิโดยทั่ว ๆ ไป


            เพราะฉะนั้น สมาธิของพระพุทธศาสนานั้น จึงอาศัยหลักศีลตามขั้นภูมิของแต่ละบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่นั้น เป็นหลักตัดสินว่า สมาธิของเขาถูกต้องหรือไม่ อย่างไร

 

             ขอให้ถือคติว่า สมาธิหรือการปฏิบัติธรรมอันใด ถ้าหากมันเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ เป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส เป็นไปเพื่ออิทธิฤทธิ์ เป็นไปเพื่อการกระทำอะไรแปลก ๆ ต่าง ๆ เช่นอย่างการเป็นหมอดูด้วยสมาธิเป็นต้น พึงเข้าใจเถิดว่า มันเป็นมิจฉาสมาธิ ซึ่งออกนอกหลักพระพุทธศาสนา

  


           สมาธิในพระพุทธศาสนา จะต้องเป็นสัมมาสมาธิ ที่ประกอบพร้อมด้วยองค์อริยมรรค ผู้ปฏิบัติเมื่อจิตประชุมพร้อมลงสู่องค์อริยมรรคแล้ว จิตจะดำเนินไปเพื่อความหมดกิเลสเท่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อความพอกพูนกิเลส ...

 

           ฟังหลวงพ่อพุธพูดแล้วก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง   เรื่องมีอยู่ว่า ...


           ฤาษีผู้มีฤทธิ์ตนหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ   ฤาษีตนนี้มีฤทธิ์มากเพราะบำเพ็ญตบะมายาวนานถึง 25 ปี  วันหนึ่ง  พระพุทธเจ้าได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับฤาษีตนนั้น   จึงถามฤาษีว่า   เวลา 25 ปีที่เสียไป   ท่านได้บรรลุมรรคผลอะไรกลับคืนมาบ้าง

 

           ฤาษีตอบคำถามด้วยความโอหังว่า   ตนสามารถข้ามแม่น้ำด้วยการเดินบนผิวน้ำได้อย่างสบาย

 

           พระพุทธเจ้าจึงพูดให้ฤาษีสำนึกว่า  ถ้าเช่นนั้นก็นับว่าได้กำไรไม่คุ้มค่ากับความยากลำบากตรากตรำที่อดทนมา   เพราะท่านจะสามารถข้ามแม่น้ำด้วยการว่าจ้างคนแจวเรือได้ในราคาเพียงสตางค์เดียว !!

ที่มาจาก  หนังสือ "วินาทีบรรลุธรรม  พระอรหันต์มีจริง" เล่ม 5


Last Updated on Thursday, 12 January 2012 04:44
 

ค้นหา (พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา แล้วกดปุ่ม Enter)

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

Banner

เข้า Facebook ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดวะภูแก้ว

Banner

แห่เทียนพรรษา 2558

Banner

ฐานิยปูชา 2556

Banner

www.thaniyo.net

Banner

ฐานิยปูชา 2555

Banner

เชิญชม วิดีโอ การแสดงธรรมของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

วัดป่าสาลวัน

Banner

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

palungdham.com

Banner

ฐานิยปูชา 2553

Banner

visitwallpapers.com

Banner

สำรวจความคิดเห็น

เหตุผล สำคัญที่สุด ในการเข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ?
 

แบบสำรวจความคิดเห็น

วัดวะภูแก้วควรปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด
 

แบบสำรวจ

พระสงฆ์ในทัศนะของท่าน ?
 

โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านได้ที่สมุดเยี่ยม

Banner