Home เรื่องเล่าตอนเข้าค่าย พระธรรมเทศนาเนื่องในวันวิสาขบูชา
พระธรรมเทศนาเนื่องในวันวิสาขบูชา
Saturday, 20 November 2010 03:30

พระธรรมเทศนาเนื่องในวันวิสาขบูชา
แสดงธรรมโดย
พระครูชัยเขตคณานุรักษ์
รองเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน

พระครูชัยเขตคณานุรักษ์

วันวิสาขบูชา คำว่า วิสาขะ หมายถึง เดือน 6 บูชาก็หมายถึงว่า เดือน 6 เป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธกำหนดจดจำ สักการะบูชามาเป็นเวลานาน มีมาในพระไตรปิฎกบอกว่าวันสำคัญของพระพุทธเจ้า วันสำคัญของพระพุทธศาสนา คือวันเพ็ญเดือน 6


วันวิสาขบูชา ท่านกล่าวว่า มีอยู่ 3 กาล มาบรรจบกัน คือ วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ทีนี้ทำไมวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน จึงมาตรงกัน เราอาจจะเกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ ถ้าจะว่าไปแล้วบุคคลในโลกนี้มันไม่มีหรอก ที่ผ่านมานี้ไม่มี อย่างนี้ไม่มี คือมันเป็นวันสำคัญของผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในโลก คือพระพุทธเจ้านี่ตามหลักแล้วมีความสำคัญทั้ง 3 โลกธาตุ คือมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก มีความสำคัญ


ถ้าเราจะกล่าวถึงว่า วันที่พระพุทธเจ้าประสูติก็มีความสำคัญ สำคัญอย่างไร เพราะว่าการที่ประสูติของพระพุทธเจ้าเนี่ย แต่ที่จริงแล้วบรรดามนุษย์ทั้งหลายก็จะไม่รู้เท่าที่ควร ไม่รู้มากนัก ที่สำคัญก็คือ ในตำราท่านว่า การที่พระพุทธเจ้าจะลงมาตรัสรู้ ลงมาเกิดจะมีเทวดาไปทูลเชิญเทวบุตรอยู่บนเมืองสวรรค์ให้ลงมาจุติหรือลงมาเกิดเพื่อตรัสรู้เพราะสร้างบารมีมานาน เมื่อสร้างบารมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว สมควรที่จะมาตรัสรู้ธรรม มาอบรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ ก็จะลงมาประสูติ ทีนี้วันประสูติเนี่ยเหตุที่มีความสำคัญมากก็คือบรรดาเทวดาทั้งหลายนี้ทราบ ทราบว่าบุคคลคนนี้คือผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงให้ความสำคัญ เวลาประสูตินี่เราจะเห็นว่ามีเทวดา พระอินทร์ พระพรหม มาอภิบาล รักษาดูแลช่วยเหลือในการประสูติของพระพุทธเจ้า นี่แสดงว่าท่านผู้นั้นท่านรู้ด้วยญาณ รู้ด้วยความรู้คือด้วยหูทิพย์ ตาทิพย์ ของเทวดาแต่ละรูปแต่ละนามแต่ละองค์ แต่มนุษย์โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่รู้ คือไม่รู้ว่าผู้นี้มีความสำคัญอย่างไร อย่างเช่น จะเห็นว่าเป็นพระราชบุตร พระราชกุมารของพระเจ้าสุทโธทนะ อันนี้ก็เป็นความสำคัญอันหนึ่ง การประสูติของพระราชกุมารถือว่าเป็นความสำคัญในระดับประเทศ เช่นในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นความสำคัญ แต่ก็เป็นความสำคัญแบบธรรมดาโดยทั่ว ๆ ไป ของพระราชกุมารทุก ๆ องค์ ทุก ๆ ยุค ทุก ๆ สมัย แม้แต่ในเมืองไทยก็มีความสำคัญ เห็นความสำคัญ ให้เกียรติ ดังนั้น ในสมัยนั้นก็จะเข้าใจเป็นเพียงแต่ว่าพระราชกุมารประสูติ แต่เทพยดาทั้งหลายจะเข้าใจ และจะรู้ว่าคนผู้นี้ พระราชกุมารนี้ ไม่ใช่พระราชกุมารธรรมดา เป็นพระราชกุมารที่ลงมาเพื่อตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ อันนี้บรรดาเทพยดาทั้งหลายเขาทราบ เวลาพระพุทธเจ้าประสูติโลกธาตุหวั่นไหว ที่โลกธาตุหวั่นไหวเรากล่าวถึงเรื่องมนุษยโลก มนุษยโลกนี้พระราชกุมารประสูติก็จะมีข่าวไปทั่วทุก ๆ ประเทศ อย่างเช่น จะเป็นประเทศใดก็ตาม อย่างเช่นทุกวันนี้ เขามีข่าวสารคมนาคมทั่วกันทั่วโลก อันนี้หมายถึงพระราชกุมารประสูติจะสะเทือนโลก อันนี้ในโลกมนุษย์เราทราบ แม้ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน เขามีข่าวมาก อย่างเช่น แม้แต่แข่งฟุตบอกอยู่ประเทศไหน อย่างเช่นบอลโลก ก็ดูกันได้ทั่วโลก รู้กันได้ทั่วโลกว่า วันนี้ทีมไหนจะเตะกับทีมไหน สะเทือนโลกธาตุ หมายถึงว่า มนุษยโลกก็รู้กันทั่วว่าพระราชกุมารประสูติ ทีนี้เทพยดาทุก ๆ ชั้นจะทราบ จะทราบทันทีว่า โอ้ พระราชกุมารประสูติ พระราชกุมารผู้นี้ ผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า นี่คือความสำคัญ คือสาธุ มีความดีใจ มีความปลื้มใจในการประสูติของพระราชกุมาร คือ เจ้าชายสิทธัตถะในสมัยนั้น

วันประสูติ

วันประสูติ พระนางศิริมหามายา อัครมเหสีในพระเจ้าสุทโธทนะ ทรงมีพระประสูติกาล คือเจ้าชายสิทธัตถะ ณ ป่าลุมพินีวัน ซึ่งเป็นดินแดนระหว่าง กรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ ครั้งนั้นตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี


ประการที่ 2 ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เหตุที่มีความสำคัญ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นของยาก ในบาลีท่านว่าอย่างนั้น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าแต่ละองค์นั้นเป็นของยาก ของยากเพราะว่าการที่จะสร้างบารมีให้เป็นพระพุทธเจ้าสั่งสอน เป็นศาสดาเอกในโลกนั้น ต้องสร้างบารมีมาก สร้างบารมีนาน ทีนี้การสร้างบารมีก็ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จสมความปรารถนาการเป็นพระพุทธเจ้าทุกท่านไปก็ตาม หมายถึงว่าการสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้านี้ บางท่านสร้างบารมีไปอยู่ในระดับหนึ่ง คืออยู่ในระดับที่พอที่จะเป็นสาวกภูมิตรัสรู้ธรรมได้ เช่นในสมัยพระพุทธเจ้าของเราอุบัติขึ้นนี้ก็มีชื่อว่า พระมหากัจจายนะ พระมหากัจจายนะนี้ก็สร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกันแต่รูปร่างเหมือนพระพุทธเจ้า แล้วก็สร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า แต่เมื่อมาพบพระพุทธเจ้า แล้วก็เลยเปลี่ยนความปรารถนาต้องการเป็นสาวกภูมิไม่ต้องการเป็นพระพุทธเจ้า ก็เปลี่ยนความปรารถนา เปลี่ยนใจ กลับใจ ก็ได้ตรัสรู้ธรรมในศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรา ชื่อว่าพระมหากัจจายนะ เราจะเห็นว่าตอนหลังมาพระสังขจายรูปร่างจะอ้วนดูน่ารักไปอีกแบบหนึ่ง แต่เดิม ๆ นั้นรูปจะเหมือนพระพุทธเจ้าเลย สมัยตรัสรู้ใหม่ ๆ รูปร่างเหมือนกัน ไปที่ไหนเขาก็นึกว่าแต่พระพุทธเจ้า ตอนหลังมาก็เลยมาเปลี่ยนความปรารถนาว่า เอ! นี่รูปร่างของเรานี่เหมือนพระพุทธเจ้า ไปที่ไหนเขาก็นึกว่าแต่พระพุทธเจ้า ถ้าเป็นเช่นนี้ เราควรจะเปลี่ยนรูปร่างของเราใหม่ นี่คือความสำคัญ คือพระอรหันต์นี่สามารถจะเปลี่ยนรูปร่างได้ ท่านก็เลยอธิษฐานจิตให้เป็นอย่างที่เห็นอยู่นี้ พระสังขจายใครอยากดูก็เป็นอย่างนั้นแหละ เมื่อก่อนก็ธรรมดา อันนี่คือที่ว่าพระพุทธเจ้าปรารถนาการเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่ว่าจะถึงพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าได้ทุกรูปไป ทุกท่านไป บางท่านก็เมื่อมีบารมีพอสมควรแล้วก็เปลี่ยนความปรารถนา ทีนี้ยาก ที่ว่ายากก็เพราะว่าการที่จะสร้างบารมีให้เป็นพระพุทธเจ้าแต่ละท่านแต่ละองค์นี่นาน อย่างพระพุทธเจ้าของเราองค์นี้สร้างบารมีมา 4 อสงไขย แสนกัป อสงไขยหนึ่งนี่มันนับไม่ได้ เขาเรียกว่าอสงไขย คือธรรมดาเขาจะนับว่าเป็นล้านเป็นโกฏิ 10 ล้าน เป็น 1 โกฎิ ทีนี้เลยจากโกฏิไปมันไม่มีตัวเลขที่จะนับ เลยเรียกว่าอสงไขยนับไม่ได้ ทีนี้ 4 อสงไขยหมายความว่านับไม่ได้ 4 ครั้ง คือนับไป นับไป มันลืม นับไม่ได้ หมดไป ลืมไป เริ่มนับใหม่ นับไปอีก ลืมอีก มันนานแสนนาน มันมากมาย แสนกัป กัปหนึ่งนี้นานขนาดไหนก็คำนวณดูเองก็แล้วกัน จะพูดให้ฟังสักนิดหนึ่งคำว่ากัปหนึ่งนี้มันนานขนาดไหน ท่านเทียบเอาไว้อย่างนี้ เทียบไว้เหมือนกับมีหลุมหรือมีบ่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลึก 1 โยชน์ กว้าง 1 โยชน์ สี่เหลี่ยมนี้ ทีนี้ 100 ปีทิพย์ ไม่ใช่ 100 ปีมนุษย์นะ มีเทวดาเอาเมล็ดผักกาดไปทิ้งใส่ 1 เม็ด 100 ปีนะ มีเทวดาเอาเมล็ดผักกาดไปทิ้งใส่ 1 เม็ด ทิ้งไปจนสระสี่เหลี่ยม ลึก 1 โยชน์ กว้าง 1 โยชน์ โยชน์หนึ่ง 16 กม. ลึก 16 กม. กว้าง 16 กม. สี่เหลี่ยมนี้เต็ม คิดดูเมล็ดผักกาดเต็ม เมล็ดผักกาดก็เล็กนิดเดียว เต็มนั่นเรียกว่ากัปหนึ่ง 100 ปีทิพย์ก็ประมาณ 1000 ปีของโลกมนุษย์ อันนี้ถ้าเมล็ดผักกาดเต็มในสระนั้นเรียกว่า 1 กัป ทีนี้อสงไขยจะนานกว่านั้นอีก ถ้าหากว่าเราไม่พูดถึงเรื่องอตีตังคญาณของพระพุทธเจ้า ที่พูดมาอาจจะไม่เชื่อ หรืออาจจะไม่เป็นความจริง อาจจะเป็นนิทานก็ได้ แต่ว่ากาลเวลามันเป็นอย่างนั้น คือตามพระไตรปิฎกท่านพูดไว้ และพระพุทธเจ้าพูดไว้ มันก็เป็นเรื่องจริง แต่เรื่องนั้นเราก็ยกไว้ก่อน เป็นเพียงแต่บอกเฉย ๆ ว่าอสงไขยมันนานขนาดไหน กัปมันนานขนาดไหน อนุมานได้ไหมกัปหนึ่ง ที่อาตมากล่าวนี้มันอยู่ในพระไตรปิฎกท่านว่าเอาไว้นะ ในพระไตรปิฎกท่านจารึกเอาไว้นะ ว่ากัปหนึ่งนี้มันนานขนาดนั้น ขนาดนั้น แต่ไม่ใช่อาตมาพูดเองนะ นี่หมายความว่าการที่จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ยาก แล้วก็นาน แล้วก็ไม่ทราบว่านานเท่าไรที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านว่าวันตรัสรู้จึงเป็นวันสำคัญ เพราะว่าผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี้มีความสำคัญมาก ต้องสร้างบารมีมานาน สร้างบารมีมามาก เมื่อไรจะเกิดมาสักทีหนึ่ง อันนี้บางทีในโลกของเรา โลกที่มันเกิดดับ เกิดดับ บางครั้งท่านเรียกว่าสุญญกัป สุญญกัปนี่หมายถึงไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ บางกัปมีพระพุทธเจ้า อย่างกัปนี้มี บางทีกัปต่อไปจะไม่มี อย่างนี้เราเรียกว่าสุญญกัป ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เพราะว่าสร้างบารมีไม่ทัน

 

วันตรัสรู้

วันตรัสรู้ หลังจากเสด็จออกบรรพชาแล้ว พระองค์ทรงศึกษาและประจักษ์ในหลักธรรมด้วยพระปัญญา และได้ตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ดวงไม้ศรีมหาโพธิ์ ต.อุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แคว้นมคธ ตรงกับวันพุธขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี

 

วันวิสาขบูชา โดยครูบาอาจารย์หรือโดยบุคคลทั่ว ๆ ไป ท่านก็ยกให้ว่าเป็นวันสำคัญของพระพุทธเจ้าแต่องค์เดียว หมายความว่าประสูติก็เพ็ญเดือน 6 ตรัสรู้ก็เพ็ญเดือน 6 ปรินิพพานหรือตายก็เพ็ญเดือน 6 อันนี้เป็นความอัศจรรย์หรือความพิเศษของการเป็นพระพุทธเจ้าที่ได้สร้างบุญญาบารมีมานาน เราไม่สามารถจะเอาใคร ๆ มาเทียบได้ มันเป็นเอกสิทธิ์ เป็นสิทธิหรือเป็นความอัศจรรย์ เป็นบุญญาธิการของท่านเอง เราก็วิจารณ์ไม่ได้ พูดไม่ได้ หรือหาหลักฐาน หาความสำคัญต่าง ๆ มาเทียบเคียงอะไรไม่ได้ มันเป็นวันอัศจรรย์ของพระองค์ ที่เกิดขึ้นเฉพาะพระองค์ นี้เรียกว่าวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานที่ตรงกัน มันเป็นอย่างนั้น เป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้ายกให้ท่านไป เราไม่สามารถจะมาคิดได้ด้นเดาประมาณการไม่ได้ แต่เมื่อกี้นี้กล่าวมาถึงความสำคัญของการประสูติ ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า การที่พระพุทธเจ้าจะมีมาตรัสรู้แต่ละองค์นั้นมันเป็นของยาก นานที่จะมีแต่ละองค์ แต่ละองค์ ดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นจึงมีความสำคัญมากเพราะพระพุทธเจ้าเกิดมาแต่ละพระองค์นั้นเกิดมาเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน เกิดมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หวังในการที่จะรู้ธรรมเห็นธรรม หวังในการที่จะประพฤติดี ปฏิบัติชอบที่รอคอยพระองค์อยู่เป็นจำนวนมาก

 

ประการที่ 1 พระพุทธเจ้าสร้างบารมีมานานย่อมจะมีบริวาร ย่อมจะมีผู้ที่สร้างบารมีร่วมกับพระพุทธเจ้า นี้ก็มีเป็นจำนวนมาก การที่สร้างบารมีร่วมกันมา สร้างบุญร่วมกันมา ย่อมจะรู้ ย่อมจะมีความผูกพัน ย่อมจะมีความรู้สึก ท่านเหล่านั้นบุญจะนำพามาเกิดในยุคที่พระพุทธเจ้ามาเกิดและมาตรัสรู้ อันนี้อันหนึ่งที่มีอยู่เป็นจำนวนล้าน ๆ แล้วก็เป็นเทวดาก็จำนวนไม่ทราบกี่โกฏิ กี่โกฏิที่สร้างบารมีแล้วก็ได้ตรัสรู้ธรรมตามพระพุทธเจ้า นี่ประโยชน์สุขของประชาชนในการตรัสรู้ ในโลกมนุษย์นี้พระพุทธเจ้าของเราเมื่อตรัสรู้แล้วก็อบรมสั่งสอนประชาชนผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาจนเป็นเหตุให้พุทธบริษัททั้ง 4 ได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ได้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ วางรากฐานแห่งพระศาสนามีผู้นับถือและปฏิบัติตามโดยเป็นภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ส่วนภิกษุณีนั้นหมดไปในครั้งพุทธกาลแล้ว ในปัจจุบันนี้ภิกษุณีไม่มี มีเฉพาะภิกษุ มีสามเณร มีอุบาสกคือผู้ชาย อุบาสิกาคือผู้หญิงที่นับถือพระพุทธศาสนา บริษัททั้ง 4 นี้ก็ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อยมาจนถึงพวกเราในปัจจุบันนี้ อันนี้ คือความสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เพราะผู้ที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้านั้นจะได้ซึ่งมนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ สมบัติเหล่านี้จะเกิดจากการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเพราะคำสอน คือพระพุทธเจ้าสอน สอนว่าสิ่งนี้เป็นโทษ สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้เป็นอันตราย สิ่งนี้เป็นภัย สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เป็นสุข ถ้าหากว่าไม่มีคนบอก ไม่มีคนสอน คือไม่มีพระพุทธเจ้ามาบอกมาสอน มาอบรม บุคคลจะไม่เข้าใจคุณและโทษก็มี เข้าใจในคุณและโทษโดยธรรมชาติก็มี โดยที่ไม่ต้องบอกสอนเพราะเขามีความฉลาดโดยธรรมชาติแล้ว มีเหมือนกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องถูกอบรมสั่งสอน แม้แต่เราอบรมสั่งสอนกันอยู่ บางครั้งก็รู้สึกว่าลำบากอยู่เหมือนกัน อย่างทุกวันนี้ เขาโฆษณา เขาต่อต้าน เขาพยายามปราบปราม อย่างเช่นอันนี้ก็ไม่ได้กล่าวโทษใคร หรือไม่ได้ตำหนิอะไร เป็นเพียงแต่พูดไปตามหลักเหตุผล อย่างเช่นทุกวันนี้อย่างเช่นยาบ้าอย่างนี้เป็นต้น เห็นโทษ เห็นภัย เห็นอันตราย แต่สิ่งเหล่านี้มันก็นับวันที่จะยังคงอยู่ ไม่สามารถที่จะให้มันหมดไปได้ อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆ ที่รัฐบาล ทั้ง ๆ ที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ปลัดอำเภอ หรือใคร ๆ ก็ตาม ช่วยกันรณรงค์ให้เห็นโทษเห็นภัยแต่สิ่งเหล่านี้มันก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นการที่เราจะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถ้าจะปราศจากผู้รู้คือพระพุทธเจ้ามาอบรมสั่งสอน ยาก ถ้าหากว่าไม่มีผู้รู้มาบอกก็จะปฏิบัติไม่ถูก ปฏิบัติไม่ได้ดีเท่าที่ควร แม้แต่รู้กันอยู่ บอกกันอยู่ รณรงค์กันอยู่ ป้องกันกันอยู่ อย่างเช่นยาบ้า อย่างนี้เป็นต้น หรือสุราอย่างนี้เป็นต้น หรืออย่างอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายที่เป็นโทษก็ยังมีอยู่ ดังนั้นความสำคัญของพระพุทธเจ้าจึงมีความสำคัญมากในการตรัสรู้แต่ละครั้ง ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากพระพุทธเจ้านี้เป็นจำนวนมาก ถ้าท่านผู้ใดเชื่อปฏิบัติตาม ผลประโยชน์ในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นั้นก็เป็นสิทธิของบุคคลผู้นั้น เรียกว่าคนนั้นก็ได้รับความสุข ได้รับความดี ได้รับความเจริญแก่ตน ทีนี้ผู้ที่ไม่เชื่อไม่ปฏิบัติตามก็เป็นสิทธิของเขา หรือก็เป็นความโชคร้ายของเขา หรือเป็นความไม่เข้าใจในศาสนา นั้นก็เป็นเรื่องส่วนของแต่ละบุคคล แต่ผู้ที่เข้าใจแล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบก็ได้รับความสุข อันนี้คือความสำคัญของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทีนี้เวลาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ก็สะเทือนเหมือนกัน เราจะพูดถึงเรื่องการสะเทือนในขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในขณะที่วันพระพุทธเจ้าตรัสรู้คือวันเพ็ญเดือน 6 นั้นจะสะเทือนถึงบรรดาเทพยดาทั้งหลายนี่จะรู้ก่อน เพราะตอนนั้นพระพุทธเจ้าอยู่องค์เดียว อยู่ใต้ต้นโพธิ์ อยู่องค์เดียว ไม่มีใครรู้หรอก ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มนุษย์ไม่มีใครรู้ แต่เทพยดาจะรู้ เทวดานี้จะสาธุการอยู่บนเมืองสวรรค์ เสียงดังกระหึ่ม เสียงดังก้อง แต่ว่ามนุษย์ธรรมดาไม่ได้ยินหรอก ไม่ได้ยินเพราะอะไร ก็เพราะว่าเราไม่มีหูทิพย์ ตาทิพย์ มีแต่หูธรรมดา ตาธรรมดา มีแต่สมัตจักขุ หรือโสตะประสาทธรรมดา หูธรรมดา ตาธรรมดา แต่ว่าสะเทือนมากคือโลกธาตุ เทวโลก พรหมโลก ได้ยินในขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ สะเทือนโลกธาตุ หมื่นโลกธาตุ อย่างในธัมมะจัก ท่านว่า "ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ" หมื่นโลกธาตุสะเทือนในวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ สาธุ อนุโมทนา ดีใจ ที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ แล้วก็ปลื้มใจ ชื่นใจ ปีติยินดีในการที่มีพระพุทธเจ้าได้มาตรัสรู้แล้ว นานแล้วไม่มีผู้รู้มาตรัสรู้ เทวดาท่านรู้ รู้ด้วยหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้ด้วยว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ รู้ใจของพระพุทธเจ้าว่าตรัสรู้ ต่อมามนุษย์ก็สะเทือนเหมือนกัน หมายความว่ามีพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็อบรมสั่งสอน ข่าวคราวก็กว้างไกลไป อย่างทุกวันนี้ก็เหมือนกัน ผู้ที่มีคุณธรรม ผู้ที่มีความดีนี่ บรรดาสื่อทั้งหลายก็จะแจ้งข่าวในการประสบความสำเร็จในทางที่ดีของผู้ที่มีความดี ที่มีความสามารถนั้น ๆ มันก็จะรู้ไปทั่วโลกเหมือนกัน รู้ไปทั่วโลกในการทำดีของบุคคลนั้น ๆ ทีนี้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ในบรรดาโลก บรรดาหัวเมืองต่าง ๆ สมัยนั้นก็มีกรุงกบิลพัสดุ์ กรุงเทวทหะ หัวเมืองต่าง ๆ ก็จะทราบว่าตอนนี้มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือสมณโคดม ชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะ ออกบวชแล้วได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตอนนี้ได้อบรมสั่งสอน ก็จะกระจายไปทั่วประเทศอินเดียในสมัยนั้น อันนี้คือสะเทือนโลก คือ โลกมนุษย์ แล้วก็สะเทือนโลกเบื้องบนคือสวรรค์ ในเวลาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

วันปรินิพพาน


วันปรินิพพาน หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงใช้เวลาทั้งหมดเผยแพร่พระพุทธศาสนาและสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน จนมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน แขวงเมืองกุสินารา ตรงกับวันอังคารขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี


ทีนี้ยังเหลือ "ปรินิพพาน" เราจะกล่าวถึงคำว่า "ปรินิพพาน" หรือคำว่า "นิพพาน" ปรินิพพานนี้เขาจะใช้เฉพาะพระพุทธเจ้าองค์เดียว แต่ถ้าเป็นพระสาวก อย่างเช่น พระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระอนุรุทธะ พระมหากัจจายนะ เป็นต้น เหล่านี้ใช้คำว่า "นิพพาน" พระสาวกนิพพาน ทีนี้ส่วนพระรูปอื่น ๆ ก็ใช้คำว่า มรณภาพบ้าง หรือ อายุขัยบ้าง หรือตายบ้างแล้วแต่จะใช้ อย่างเช่นครูบาอาจารย์ท่านอาจจะใช้คำว่ามรณภาพ พระอาจารย์รูปนั้น พระเดชพระคุณรูปนั้นถึงแก่มรณภาพไปแล้ว อย่างเช่นพระเดชพระคุณพระราชสังวรญาณ หรือหลวงพ่อพุธของเรา ก็ใช้คำว่า ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว คือพูดง่าย ๆ บ้านเราเขาเรียกว่าตาย แต่พระพุทธเจ้าใช้คำว่าปรินิพพาน ก็คือตายนั่นแหละ แต่เป็นศัพท์พิเศษ ทีนี้คำว่า นิพพาน หรือ ปรินิพพาน คือการตายของพระพุทธเจ้า เหตุที่เรามารำลึกนึกถึงก็เพราะว่า มารำลึกนึกถึงบุคคลที่สำคัญของโลก ทีนี้ ปรินิพพานนี่เหตุที่มีความสำคัญก็เพราะว่า เมื่อเรารำลึกนึกถึงแล้วจะทำให้เรามาทำความสนใจกับความดีความงาม หมายถึง คนที่สร้างความดี เช่น พระพุทธเจ้าสร้างบุญญาบารมี สร้างความดี มีความสามารถ เป็นที่เคารพนับถือของมนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย ก็ได้ถึงแก่กรรมหรือความตายไป เมื่อเรามานึกถึงอย่างนี้ เราจะมานึกถึงความดีของท่านว่าท่านทำอะไรดีไว้บ้าง สอนอย่างไรบ้าง ในการสอน เมื่อท่านจากไปแล้ว จะมีอะไรเป็นหลัก จะมีอะไรเป็นที่พึ่ง อย่างเช่น พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พระอานนท์ก็ถาม พระพุทธเจ้าตอบว่า ในการที่ล่วงไปของตถาคตมีพระธรรมและพระวินัยเป็นศาสดาแทน ถ้าหากว่าใครเชื่อฟังศาสดาก็คือเชื่อฟังคำสอนที่ตถาคต ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้แล้ว ธรรมและวินัยที่พระองค์แสดงไว้แล้ว นี่แหละเป็นศาสดาแทน ดังนั้นการปรินิพพานของตถาคตนั้นเป็นเพียงแต่ร่างกายหรือธาตุขันธ์เท่านั้น ส่วนคำสอนหรือความดีต่างๆ ผู้ใดปฏิบัติได้ ปฏิบัติถึง ยังปฏิบัติได้ตามปกติ ไม่สูญหายไปไหน ไม่ลดหย่อนคุณภาพแต่อย่างใด ในความดีที่ผู้ปฏิบัติตามนั้นยังทรงได้ หมายถึงว่าใครยังปฏิบัติดีก็ได้ความดี ใครปฏิบัติถึงความสุขในระดับไหน ยังเป็นความสุขอยู่ นี่คือความสำคัญที่ว่ามาระลึกถึง จะมาระลึกถึงคำสอน จะมาระลึกถึงคุณความดีของท่าน แล้วเราก็ได้บุญ ได้บุญตรงไหน เมื่อเรามาระลึกถึงบุคคลดี เช่น พระพุทธเจ้า มาบูชาพระพุทธเจ้า เราจะมีความสุขใจ มีความสบายใจ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ในวันปรินิพพาน บุคคลที่ร้องไห้แบบโลกธรรมดา ๆ มากมาย ประชาชน นักบวช ทั้งพระ ทั้งเณร ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ราชามหากษัตริย์ พ่อค้า คนที่ยังมีกิเลสอยู่ย่อมจะร้องไห้ แม้เทพยดาทั้งหลายก็ยังเศร้าโศกเสียใจเพราะการจากไปของพระพุทธเจ้า การที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าแม้แต่ดอกไม้สวรรค์ก็ร่วงลงมาบูชา ยังมีกล่าวไว้ในพระวินัยว่า มีบุคคลหนึ่งถือดอกมณฑาจากเมืองสวรรค์ ดอกไม้เมืองสวรรค์จะเป็นดอกไม้ใหญ่ คือมันใหญ่ถึงขนาดทำร่มได้ก็แล้วกัน ดอกมณฑาจากเมืองสวรรค์ตกลงมาถึงเมืองมนุษย์ ทีนี้มนุษย์ไม่เข้าใจว่าดอกไม้นี้มันเป็นดอกไม้สวรรค์ เดินทางมันร้อนก็เลยเอามากั้นแบบร่ม ถือร่มเดินฝ่าแดดฝ่าฝน นี่ดอกไม้สวรรค์เทวดาเอามาบูชาพระพุทธเจ้า คือความเศร้าโศก ความเสียใจ ความอาลัย ความเสียดายมากมายไม่สามารถจะพรรณนาได้

 

ทีนี้เราจะมาเทียบถึงบุคคลที่สำคัญของเราในไว ๆ นี้ อย่างเช่นสมเด็จย่าของเรา ที่พระองค์ได้สวรรคตไป ทำให้พสกนิกรผู้อยู่ใต้เบื้องยุคลบาทเสียดาย แล้วก็เสียใจ แล้วก็เสียผลประโยชน์มาก เสียผลประโยชน์อย่างไร ในสมัยสมเด็จย่าอยู่จะไปช่วยตรงโน้น ตรงนี้ด้วยพระเมตตาของพระองค์เป็นต้น อันนี้จะพรรณนาก็ไม่จบหรอก แต่เทียบให้ฟังว่าบุคคลที่มีคุณประโยชน์ต่อโลก เช่นพระพุทธเจ้า ต่อสวรรค์เพราะพระพุทธเจ้าอยู่เนี่ยเทวดาข้องใจอะไรก็มากราบทูลถามปัญหาได้ พระพุทธเจ้าจะตอบปัญหาตั้งแต่เที่ยงคืนไป จะมีเทวดามาถามปัญหา มีเทวดามาฟังเทศน์ ทีนี้กลางวันก็เป็นมนุษย์ นับตั้งแต่ตี 4 ไป พอ 6 โมงก็ออกบิณฑบาต บิณฑบาตเสร็จก็ฉัน ฉันเสร็จแล้วก็มีโยม มีนักบวชต่าง ๆ มาฟังธรรม มาถามปัญหาต่าง ๆ ไปจนถึงเวลาบ่าย พอบ่ายก็จะเทศน์อบรมสั่งสอนพระ พอตกค่ำมาก็เป็นเทวดา ก็หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้ อันนี้คือพระพุทธเจ้าทำประโยชน์ ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนี่ ประโยชน์ส่วนนี้ก็จะหมดไป ไม่มีใคร แต่ก็จะมีอยู่เฉพาะคำสอน อย่างทุกวันนี้ ที่ว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่ เพราะคำสอนยังอยู่ นี่คือประโยชน์อันยิ่งใหญ่ หรือความสูญเสียบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งของโลกไปเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียสติปัญญาที่จะได้รับจากพระองค์ ความสามารถต่าง ๆ ความรู้ต่าง ๆ ความสุขอันเกิดจากจิตใจของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แม้เมื่อปรินิพพานไปแล้วพระพุทธองค์ก็ให้ทำอย่างเรียบง่าย อย่างเช่นให้เอาผ้ามาพัน ๆ ๆ เสร็จแล้วก็ประชุมเพลิง 7 วันเท่านั้นเอง คือเผา เก็บไว้ไม่นานก็ทำแบบพระมหากษัตริย์โดยทั่ว ๆ ไป พระอานนท์ทูลถามว่า เกี่ยวกับเรื่องศพพระองค์จะให้ทำอย่างไร ก็ทำเหมือนกษัตริย์ทั่ว ๆ ไป เผาเหมือนกษัตริย์ทั่ว ๆ ไป ทีนี้เมื่อเผาเสร็จ กระดูก พระธาตุก็แย่งกัน เพราะว่าตางองค์ ต่างเมือง ต่างคนก็อยากได้ เพราะว่าพระธาตุพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระธาตุพระธรรมดาทั่วไป หรือว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป ในตำราท่านกล่าวว่าโทณพราหมณ์คิดดูว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ถ้าจะไปปรินิพพานในเมืองใหญ่ ๆ ปัญหาก็เกิด พระพุทธองค์ไปปรินิพพานอยู่ในเมืองน้อย เรียกว่าเมืองกุสินารา ในอดีตเป็นเมืองใหญ่ เหมือนอย่างอยุธยานี่สมัยก่อนก็เป็นเมืองหลวง หรือสุโขทัยสมัยก่อนเป็นเมืองหลวง กุสินาราสมัยก่อนก็เป็นเมืองใหญ่เหมือนกัน แต่ว่าตอนหลังมาเป็นเมืองเล็ก พระองค์ก็ไปปรินิพพานอยู่ในเมืองเล็ก ถ้าหากว่าไม่ไปปรินิพพานอยู่ในเมืองเล็กอย่างนั้น การแจกพระธาตุก็จะมีปัญหา มันจะรบกันซิ


Last Updated on Saturday, 20 November 2010 03:37
 

ค้นหา (พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา แล้วกดปุ่ม Enter)

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

Banner

เข้า Facebook ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดวะภูแก้ว

Banner

แห่เทียนพรรษา 2558

Banner

ฐานิยปูชา 2556

Banner

www.thaniyo.net

Banner

ฐานิยปูชา 2555

Banner

เชิญชม วิดีโอ การแสดงธรรมของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

วัดป่าสาลวัน

Banner

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

palungdham.com

Banner

ฐานิยปูชา 2553

Banner

visitwallpapers.com

Banner

สำรวจความคิดเห็น

เหตุผล สำคัญที่สุด ในการเข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ?
 

แบบสำรวจความคิดเห็น

วัดวะภูแก้วควรปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด
 

แบบสำรวจ

พระสงฆ์ในทัศนะของท่าน ?
 

โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านได้ที่สมุดเยี่ยม

Banner