Home เรื่องเล่าตอนเข้าค่าย พระธรรมเทศนาเนื่องในงานวันบูรพาจารย์ (1)
พระธรรมเทศนาเนื่องในงานวันบูรพาจารย์ (1)
Friday, 12 November 2010 08:22

พระธรรมเทศนาเนื่องในงานวันบูรพาจารย์  (1)
โดย
หลวงปู่คำพอง ติสโส
วัดถ้ำกกดู่  จังหวัดอุดรธานี
เทศน์ในงานวันบูรพาจารย์  ณ วัดป่าสาลวัน
ต.ในเมือง  อ.เมือง  จ.นครราชสีมา
เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

 

          แต่โดยส่วนมากคนเราไม่ยอมแก่  ไม่ยอมพ้นจากความแก่  เพราะฉะนั้นเหตุผลถ้าจะเล่าให้ฟังเล็ก ๆ น้อย ๆ  เพราะความรู้มันก็ไม่หลาย  จะอธิบายมาก ๆ มันก็หมดปัญญา   เพราะฉะนั้นไหน ๆ ก็มากันแล้ว   ต่างคนมีศาสนา  ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอน  คนอื่นจะสอนให้เรารู้คงจะยาก  โดยส่วนมากธรรมะละกิเลสทั้งปวงนั้น  ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคลอย่าให้จนความนึกคิด  อย่าให้ผิดตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า   ทุกค่ำทุกเช้า  มีศรัทธา  มีสติมีปัญญาดำรงคงไว้ซึ่งพระรัตนตรัย   นี่ก็ถือว่าเป็นกุศลอันส่วนหนึ่งมีประโยชน์   เพราะฉะนั้นหลักธรรมะนั้นแล้วแต่เราจะเอาให้เหมาะสมดั่งที่พรรณามาทุกปี   คนเราเกิดมาหาอยู่หากินถิ่นฐานบ้านช่องห้องหอพ่อแม่   พี่น้องขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี   เพราะอาจจะมีทำให้จิตใจของเรามีความรู้สึกมันมีน้อย   แต่เมื่อมาพบพระศาสนาเข้าแล้วสาวกของพระพุทธเจ้าเหล่าพุทธบริษัททุกคนก็ย่อมรู้ว่า  พระศาสนานั้นสาวกของพระพุทธเจ้า    แม้ถึงจะเกิดอยู่หลายตำบลหลายหนหลายบ้านก็จริงอยู่   แต่ลงเมื่อบรรลุมรรคผลนิพพานธรรมะแล้ว   การทะเลาะเบาะแว้งแข่งดีกันไม่มีในศาสนาพุทธไม่เหมือนกับสังคมต่าง ๆ เขา   สังคมต่าง ๆ เขาแข่งดีแข่งเด่นเอาเปรียบเอารัดขับหัวใจ  แต่วงการพุทธศาสนาถือว่ามีความสมบูรณ์พูนสุข    แต่ถ้าเราจะแยกนโยบายให้เป็นส่วนหนึ่งของศีลธรรมแล้ว  ก็ถือว่าเป็นเครื่องให้พวกเราทุกท่านได้ศึกษาโดยเฉพาะ  


          ทุกวันนี้เขาว่าบ้านเมืองของเราไม่ปกติสุขเพราะขาดศีลธรรมทุกคนไม่ค่อยฝักใฝ่เอาใจใส่   เรียกว่าไม่เชื่อมั่นซะก็ไม่ได้   จะว่าอยู่ไกลซะเลยก็ไม่เชิง   แต่ว่าทำไมมนุษย์ของเราจึงพากันห่างเหินไปจากสติสัมปชัญญะ  ทั้งศาสนาของเรานั่น  พระพุทธเจ้าของเราก็ดี  สาวกทั้งหลายก็ดี   ผู้รักษาศีล พูดง่าย ๆ ที่เคยมาบรรยายในที่นี่   ศีล ๕ ประการ  ที่มาปรารภวันก่อนนั้นว่า  การเจ็บปวดรวดร้าวพรากพี่พรากน้องอดอยากปากแห้ง   ไม่มีใครปรารถนาเลยในโลก  การเจ็บหูเจ็บตาเจ็บขาเจ็บแข้งมีโรคมีภัย  ใครก็ไม่มีความประสงค์ทั้งนั้น   แต่ถ้าเกิดคนมาทุบมาต่อยแขนขาตาจมูกเขาอีกหละ   มีใครต้องการบ้างมั๊ย   สัตว์ทั้งหลายมันเกิดมาก็ด้วยบุพกรรมของมัน   ไม่ได้มายืมเอาเนื้อเอาหนังเอาบ้านเอาช่องเอาเงินเอาทองของท่านทั้งหลายไปจ้างเกิดจ้างแก่จ้างเจ็บจ้างตาย  แปลว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็ได้ชื่อว่าเขาไม่ได้มีหนี้มีสิน    เขาไม่ได้มีความอิจฉาริษยาพยาบาทพวกมนุษย์จำนวนส่วนมากเท่าไรนัก   แต่มนุษย์ของเราทำไมจึงเห็นแก่ได้มากเกินไป  


          ถ้าเราพูดถึงหลักการแล้วว่า  จะยกเอาเรื่องมาพูดกันพอหายง่วงสักหน่อยนึง   เพราะความรู้มันไม่หลายจะอธิบายมาก ๆ ก็จนปัญญา   เพราะฉะนั้นหลักที่ว่า  บรมจักรพรรดิราชองค์หนึ่งว่างั้น   มาเกิดในมนุษยโลกของเรา   มีขุนคลังแก้ว   มีนายกแก้ว  มีช้างแก้ว  ม้าแก้ว  มีจักรแก้ว  แก้วพฤกษ์   แก้วไพฑูรย์  แก้วมุกดา   ก็ยังไม่พอแก่ความสุข   ก็ปรารภกับจักรแก้วว่าที่ไหนความสุขที่เหนือจากนี้มีมั๊ย   จักรแก้วก็บอกว่ามีอยู่ในสวรรค์   บอกให้จักรแก้วพาไปสวรรค์   แต่ไปถึงพระอินทราธิราชผู้มีฤทธิ์  ก็เห็นว่าผู้มีบุญก็แบ่งเมืองให้ครึ่งหนึ่ง    แต่ยังไม่พอใจก็อยากจะไปรบเอาเมืองพระอินทร์   เกิดความอยากขึ้นในจิตใจ   จึงตกลงจากสวรรค์ลงมาในเมืองมนุษย์   ที่เล่าให้ฟังพอคร่าว ๆ ว่า  ความอยากนี่ฆ่าฟันมนุษย์   ฆ่าฟันสัตว์   แย่งอยู่แย่งกินเอาเปรียบเอารัด   เห็นแก่ตัว   ถ้าอย่างนี้แล้ว  มนุษย์ของเราจะตกต่ำเหมือนพระบรมจักรพรรดิราชมั๊ยเพราะความอยาก   ความอยากทำให้มนุษย์ของเรานี่จิตใจมันเศร้าหมองจะรักษาศีลก็ไม่เห็นคุณของศีล    จะฟังธรรมก็ไม่สามารถจะเอาธรรมเหล่านั้นไปไว้ในจิตให้มั่นคงทนทาน  นั่งนาน ๆ ก็หาวนอน   ยืนนาน ๆ ก็เร่าร้อน  พูดมาก ๆ ก็ลำบากหนวกหู   ตกลงไม่รู้ศีลธรรมอยู่ที่ไหน  สงสัยคงจะเหี่ยวแห้งกันไปหมดในด้านจิตใจ  


          ทีนี้มาพูดถึงตรงนี้ว่าเดี๋ยวนี้ความอยากของคนเงินไม่ใช่เครื่องขัดเกลากิเลส   เงินไม่ใช่เครื่องที่จะสร้างมรรคสร้างผลสร้างสวรรค์สร้างนิพพาน   เงินไม่ใช่จะทำให้พี่น้องบ้านเมืองสดใส    เหมือนพระพุทธเจ้าเหล่าสาวกทั้งปวง   บ้านก็ไม่มี  พี่น้องก็ตัดญาติขาดมิตรกันไปหมด  เงินทองกองแก้วก็ไม่เหลือแม้แต่บาทเดียว   ไปนั่งอยู่ในร่มไม้ฝากั้นก็ไม่มีเพดานก็ไม่มีห้องแอร์ก็ไม่พบ   แต่ก็ยังมีความเย็นใจกว่าผู้มีคอนโดต้อง 9 ชั้น 10 ชั้น   ก็แสดงว่าท่านอยู่กับอะไร   ถ้าจะหมายถึงว่าสมัยปัจจุบันนี้    จะว่าเกษตรพอเพียง คือ พอ  พอในความไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย   พอในความละอายต่อบาป  พอในความเกรงกลัวต่อบาป    พอในการพิจารณาค้นคว้าธรรมะไม่เบื่อไม่หน่าย   พออยู่ทุกเวลา  ยืนก็พอ  นั่งก็พอ  นอนก็พอ  เดินก็พอ   พออยู่ทุกเวลาเกษตรเหล่านี้   ฝนจะตก  แดดจะออก  น้ำไม่มี  ฟ้าไม่ร้อง  


          ผู้ใดก็ตามถ้าเกษตรพอเพียงแล้วไปกินอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ดี    ไปกินอยู่พระนิพพานก็ดีไม่มีคำที่ว่าจะอดอยากปากแห้ง   ไม่มีคำที่ว่าเจ็บปวดรวดร้าวแย่งอยู่แย่งกิน  นั่นเรียกว่ามันพอ  เรียกว่าพอเพียง  แต่ถ้ามันไม่พอเข้าแล้วหละ  ฟาร์มไก่สักกี่ฟาร์มในประเทศ   ฟาร์มวัวสักกี่ตัวในประเทศ    ฟาร์มควายสักกี่ฝูงในประเทศ    แล้วปูปลาในหนองในคลองในบึงสักกี่ฝูงกี่หมู่ในโลก   มนุษย์ของเราไปแย่งเอาลูกเอาหลานเขาไปแย่งเอาพ่อเอาแม่เขามา    แต่ว่าเรานี่ถ้าคนมาแย่งเอาลูกเอาเมียเราไป   เอาเนื้อเอาหนังเราไป   เรามีความทุกข์ทรมานลำบากมั๊ย

  
          ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถือว่า  มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์   มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  มีกรรมเป็นทายาท   ก็เราไปสร้างทายาทอันเหี้ยมเกรียมเอาไว้  ทุกวันนี้โรคภัยไข้เจ็บ   โรงพยาบาลหาเตียงนอกก็ลำบาก   นอกจากนั้นมนุษย์ของเราโรคโลภโรคโกรธโรคหลง   เป็นเสี้ยนเป็นหนามเป็นหอกเป็นดาบฟาดฟันจิตใจสัตว์ทั้งหลายให้หวั่นไหวเศร้าหมองวิตกวิจารณ์  กามวิตก  วิตกไปตามทางกามคุณ    โรคเอดส์เต็มบ้านเต็มเมือง   พี่น้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานหมดเงินหมดทอง  หาเหงื่อไหลไคลหยดค่ำไม่ได้ยืนคืนไม่ได้อยู่   หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน   แต่ถึงขนาดนั้นก็มาเป็นโรคเอดส์ได้   หมดอายุหมดสังขารเงินทองไม่มีประโยชน์   


          ถ้าหากเราจะคิด  เราจะนั่งเฝ้าร่างกายไว้   ค่าใช้จ่ายวันหนึ่งกับร่างกายมีจำนวนเท่าไร  ค่านุ่ง ค่าห่ม ค่าอยู่ ค่ากิน ค่าวิ่งเต้น   นับแต่รู้สึกลุกขึ้นมาได้   ตาก็มองหน้ามองหลังมองใกล้มองไกลมองใต้มองเหนือ  เพื่อหามาใส่ปากใส่ท้อง  หูก็ฟัง  ฟังข่าวความร่ำรวย  ฟังข่าวความสยดสยอง  สารพัด  มันก็น่าจะพอ  แต่ก็ยังไม่เพียงพอ  เกษตรยังขาดตกบกพร่อง   มนุษย์ของเราก็ต้องดิ้นรน   ปากก็ไม่ได้อยู่  ขาก็ไม่ได้อยู่  มือก็ไม่ได้อยู่  ลุกขึ้นมาจับหน้าจับหลังจับของหนักของเบาเช้าสายบ่ายเที่ยงตลอดค่ำมืด   ผลตกลงแล้วเท้าก็ไม่ได้อะไร  มือก็ไม่ได้อะไร  หูก็ไม่ได้อะไร  ตาก็ไม่ได้อะไร  ปากก็ไม่ได้อะไร  ถ้าไม่ได้อย่างนี้ก็ถือว่า  อัตตา นุโยค ทุกโข  เป็นอัตตานุโยค  นั่งเฝ้าเนื้อเฝ้าหนังเปล่า ๆ   เฒ่าแก่ไปผ่านกาลผ่านเวลา  นั่งภาวนาก็ไม่พอที่จะเป็นที่พึ่งอาศัย  เกษตรไม่พอเพียง  เกษตรขาดตกบกพร่อง   ตกลงก็ไม่มีอยู่มีกินดิ้นรน  เกิดมาก็อดอยากปากแห้ง  จะไปนั่งพุทโธ ๆ ฟ้าแลบฟ้าร้องน้อยหนึ่งก็ตกใจ   นอนหลับไปเสียงแมวมันร้องอยู่ใต้ถุน   ผลที่สุดก็ยกมือใส่หัวกลัวว่าเจ้าของจะตาย   ตกลงก็ยังห่อตายเอาไว้  เก็บตายเอาไว้ใส่กระเป๋าใส่ห่อผ้าไว้ความตาย  จะเสียสละสักโยนเข้าป่าหรือเอาไปที่ไหนก็แล้วแต่  ไม่ต้องห่วงกับตายซะก็ไม่มีตาย   ถ้าไม่มีตายแล้วจะอดหลับอดนอนอดอยู่อดกินแล้วก็ไม่ต้องกลัวตาย    นั่งภาวนาก็ไม่ต้องกลัวเจ็บกลัวปวดเพราะเจ็บปวดมีแต่ตัวเวทนาไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา 


          อันนี้พูดที่เรื่องว่าหลักขั้นแรก  บาปมั๊ยหละ   ความไม่ต้องการ ความไม่ปรารถนากดขี่ข่มเหงเขามั๊ย   ใครชอบบ้างเรื่องกดขี่ข่มเหง  ทุกวันนี้ข่มขืนกันทั้งนั้น  ปลูกขนุนก็ข่มขืน  ปลูกมะม่วงก็ข่มขืน  ปลูกสับปะรดก็ข่มขืน  ปลูกผักกาดก็ข่มขืน   มีแต่ข่มขืน   หายามาใส่  เอาเคมีมาหว่าน   เอาไปเอามามนุษย์ของเรากินเข้าไป  ร่างกายทนไม่ได้   เกิดโรคเกิดภัยไข้ตายกัน   จากพี่จากน้องร้องไห้ร้องห่มในวินาทีที่เรานั่งฟังธรรมอยู่นี้   ไม่รู้ว่าใครทะเลาะกันกี่คู่ไม่รู้ในโลก    ฟันหัวตีหัวกันไม่รู้กี่คนในโลก  ยังจับเอาสัตว์ที่มีชีวิตมาฆ่ามาแกงไม่รู้กี่ตัวในโลก   ที่เรานั่งกันอยู่วินาทีเดียวเท่านั้น  แล้วไม่ให้มนุษย์ของเราไม่มีบาปแล้วไปอยู่ที่ไหน   บาปคือความอยากอย่างที่เล่ากันมาแล้วว่า  ไม่ไว้หน้าแม้แต่บรมจักรพรรดิราช  จะเป็นอะไรก็ตามถ้าเกิดความอยากเข้า  ก็มนุษย์ของเราตกต่ำ  ชาติตระกูลใดที่ตกที่อยากมากเข้า   รักษาศีลภาวนาก็ไม่เป็น  นั่งไม่ได้เพราะความอยาก   เพราะงั้นความอยากจึงเป็นภัยเป็นอันตรายต่อมรรคผลนิพพาน  คุณธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า    เรารักษาศีล   เราอาบน้ำก็เพื่อศีล  นั่งลงก็เพื่อศีล   ลุกขึ้นก็เพื่อศีล   หายใจออกก็เพื่อศีล   หายใจเข้าก็เพื่อศีล   เอาผ้ามาห่มผืนหนึ่งก็ห่มเพื่อศีล   อาบน้ำไปขันหนึ่งก็เพื่อศีล  ถ้าอย่างนี้กิเลสจะมีมั๊ย  “เจตนา หัง สีลัง วทามิ”  เจตนาน้อมไปถึงศีล   ถ้าจิตของเราน้อมไปถึงศีลแล้ว  ก็เรามาคิดถึงว่า  ท่านเอามาทำอะไร  นะโม เอามาทำอะไร   นะโม เอามาให้น้อมถึงศีล  เมื่อเรามีศีลตายค่ำตายคืนตายยืนตายนอน  ตายเฒ่าตายแก่ตายเด็กตายหนุ่ม  ตายที่ไหนก็ตามใจ  จะมีลูกมีหลานมานั่งล้อมห้อมก็ตาม  ไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์มาสวดบวชลูกบวชหลานก็ตามที  ศีลย่อมไปสู่สุคติ จึงได้ชื่อว่า “สีเลนะ  สุคะติง ยันติ”  คนมีศีลย่อมมีความสุข  อายุของศีลไม่มีใครนับได้   ไปอยู่สวรรค์ชั้นพรหมเพราะศีล 


          กำลังไปคิดถึงลูกถึงหลานถึงอยู่ถึงกินถึงหลับถึงนอนเข้าไปน่ะ   จะเป็นการเกิดกิเลสเกิดความเศร้าหมอง   ตกไปอยู่สภาพแห่งความโกรธ  ความโลภ  ความหลง  ไม่มีความสุขความเจริญ  เรามาฝึกสติเข้าวัดรักษาศีล  ให้เรายกศีลขึ้นเป็นที่ตั้ง   เราทำบุญให้ทานการกุศล  รูปารมณ์  รูปารัมมะณัง วา    สัทธารัมมะณัง วา   คันธารัมมะณัง วา  ระสารัมมะณัง วา   โผฏฐัพพารัมมะณัง  วา   ธัมมารัมมะณัง  วา   อันนี้เป็นกามาวจรจิต   รูปารัมมะณัง วา  รูปภายนอกคือข้าวน้ำอาหาร  เราให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณหรือให้ปัจเจกพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้า  อริยะสาวกองค์ใดองค์หนึ่งก็ดี   เวทนาทั้งปวงไม่ใช่สัญญาแห่งมรรคผลนิพพาน  เป็นแต่เพียงทำให้คนเกิดความทะเยอทะยานเท่านั้น   แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำลงไปข้าวปั้นหนึ่งก็ดี   เรามีความยินดีต่อข้าวปั้นนั้น   เวทนาเราก็ไม่เกี่ยวข้อง  ทุกข์ทั้งหมดเราก็ไม่สนใจ   เราสนใจตั้งแต่ข้าวปั้นนั้นเท่านั้น   ตายแล้วก็ไปสู่กามาวจรจิต   เขาจึงเรียกว่า  กามาวะจะรัง  กุสะลัง  จิตตัง  อุปปันนัง โหติ  ทุกข์บังเกิดขึ้นแล้ว   ในรูปนั้น  เรียกว่ารูปาวจรจิต   แต่ถ้าดูพิจารณาสังขารร่างกายตายแล้วไม่มีตัวตน  ไม่มีอะไรเลย 


          เรารักษาศีลภาวนาไหว้พระสวดมนต์   แขนขามันก็ไม่รู้ว่าเราสวดมนต์อะไร   ฟันก็ไม่รู้ว่าเราสวดมนต์อะไร   รักษาศีลภาวนา   อาหารใหม่ อาหารเก่าไม่รู้ว่าเราภาวนาพุทโธ หรือ ธัมโม ไม่รู้จัก   ผ้านุ่ง ผ้าห่ม  เสื่อนอนหมอนหนุนไม่รู้จักว่าเราทำอะไรทั้งนั้น   เงินทองกองแก้วอยู่ในกระเป๋าของเรา 1 บาท  2 บาท  3 บาท  5 บาท  อะไรก็แล้วแต่  ไม่รู้จักว่าเราเอาเงินใส่กระเป๋า  เราไปซื้ออาหารการบริโภค  เงินก็ไม่รู้ว่าเราซื้ออะไร  แล้วเราเป็นห่วงกระเป๋าลุกขึ้นก็อยากหาแต่เงิน   นอนลงก็อยากหาแต่เงิน   ลืมตาขึ้นก็อยากหาแต่เงิน   หลับตาลงก็อยากหาแต่เงิน   ไปไหว้พระพุทธรูป จุดธูปไว้ 2-3 ดอก  ก็บอกว่าสาธุ  ขอให้ข้าพเจ้าฝันดีบารมีหนุนส่ง   พรุ่งนี้เบอร์จะออกขอให้มาบอกตัวตรง ๆ เด้อ  พระพุทธรูปเอ๊ย   แต่ว่าไม่ใช่พวกเรานั่งอยู่ที่นี่   พวกเมืองเขมรต่างหาก   อย่าโกรธอย่าเกลียดอย่ากระเดียด  หาว่านักเทศน์นี่  หาแง่หามุมมาพูดมาจากระทบกระเทือนในใจ  พูดถึงเมืองแกวเมืองเขมรต่างหากละ    ไม่ใช่พูดถึงพวกเรา   แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วการไหว้พระละกิเลสนี่ถูกหรือเปล่า   ไหว้พระพุทธรูปหวังเอาโชคเอาชัย   มีกิเลสต่อหน้าพระพุทธรูปอีก   ขอให้ข้าพเจ้าหายโรคหายภัย   ขอให้ข้าพเจ้าเดินทางไปเมืองอินเดียเยอรมันปลอดภัย  เหล่านี้เป็นต้น   อันนั้นเป็นตัวกิเลสหรือตัวปรารถนา

          ตัวปรารถนาก็คือตัวอยากที่เล่ากันมาแล้ว   มันฟาดฟันมนุษย์  ถ้าเราไม่ระวัง  เราจะฝึกสติมาเพื่ออะไร   ฝึกสติมาเพื่อป้องกันความอยาก  ความโกรธ โลภ หลง  อย่าให้มันทำลายจิตธรรมของเรา   การที่เราเกิดมาจะได้มาพบศีลพบธรรมมีโอกาสวาสนาบารมีดีชั่วอะไรต่าง ๆ นั้น  ที่เราจะได้มีโอกาสมานั่งพุทโธ ๆ แต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่าย  หูตาของเราก็จะเห็นอสุภกรรมฐาน  เห็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา   พิจารณาว่าพิจารณาไปถึงไหนมีสติไปถึงนั้น   ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น   พิจารณาหน้าก็ไม่ใช่หน้าของเรา  พิจารณาฟันก็ไม่ใช่ฟันของเรา   พิจารณาเนื้อก็ไม่ใช่เนื้อของเรา   มีสติกำกับอยู่อย่างนี้แล้ว  ถีนมิทธะ  คือความง่วงหงาวหาวนอน   นี้จะไม่มาครอบงำจิตใจพวกเราแน่   แต่ถ้าเผลอเมื่อใดแล้วอวิชชาตัณหา  มันจะลุกลามขึ้นมาปิดหูปิดตา   ถึงธรรมะและนิพพานมีอยู่หมื่นแสนก็ไม่สามารถจะเห็นได้   เหมือนกับเราอยู่ทุกวันนี้  นั่งลงมันก็เป็นธรรม   พิจารณาหนังดูหนังมันก็เป็นธรรม  ดูเนื้อมันก็เป็นธรรม  ดูช้อนมันก็เป็นธรรม  ฝนตกมันก็เป็นธรรม   แดดออกมันก็เป็นธรรม   ดูคนเกิดมันก็เป็นธรรม   ดูคนแก่มันก็เป็นธรรม    ดูเนื้อของเรา   ดูศีลของเรา   ดูนอนของเรา   เป็นธรรมทั้งนั้น  เพราะทุกสิ่งเป็นอนัตตา   ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา   นั่งอยู่เราลุกขึ้น   นั่งมันหายไปไหน   ผู้ใดเอานั่งเราไป   เรายืนอยู่   เรานั่งลง   ยืนอยู่ไปไหน  นี่แหละพระพุทธเจ้าท่านว่าอนัตตา   ตกลงนั่งก็ไม่มีตรงตัว   ลุกขึ้นก็ไม่มีตรงตัว   แล้วมนุษย์ของเราจะไปคอยเอาอะไร   จะไปนั่งท่านั่งคอยเอาอะไร   เพราะของทุกอย่าง   ไม่ได้เป็นห่วงกับเรา   เราหนีมาไหว้พระสวดมนต์อยู่วัดป่าสาลวัน    พวกเสื่อหมอนนอนหนุนเงินทองกองแก้วตู้เซฟอยู่ในบ้านของพวกเรา   กลับไปบ้านบันไดขั้นหนึ่งก็ไม่ได้ถาม  หมอนลูกหนึ่งก็ไม่ได้ถามว่าคุณพ่อไปไหน  คุณแม่ไปไหน  ปล่อยฉันอยู่คนเดียวเปลี่ยวเปล่า  ไม่คิดถึงฉันเหรอ  พวกนั้นไม่มีทางที่จะคิดถึงคน   มีแต่คนคิดถึงเขา   ตกลงเรารักเขาข้างเดียวข้าวเหนียวตายนึ่ง   นั่งขึ้นสนิมตายแหงแก๋ไม่มีอะไรเหลือ 


          ตกนรกหมกไหม้พวกนั้นก็ไม่ไป    ช้อนเขาก็ไม่ไป   จานเขาก็ไม่ไป   ธาตุ 4 ดินน้ำไฟลมเขาก็ไม่ไปเพราะเขาไม่ได้ยินดีกับบ้านกับบุญอะไร   เขาจะไปยินดีอะไรรักษาศีลเขาก็ไม่ได้ยินดี   เนื้อเขาก็ไม่ได้ยินดี   กระดูกกระเดี้ยวเขาก็ไม่ได้ยินดี  ฟันเขาก็ไม่ได้ยินดี   ยินดีแต่หัวใจอย่างเดียวเท่านั้น   เมื่อหัวใจมันมีศีลธรรมขึ้นมาเมื่อใด   ก็หัวใจนั่นแหละพาไปเกิดไปแก่ไปเจ็บไปตายพาไปทุกข์ไปร้อนตกนรกไปสวรรค์ก็หัวใจ   เพราะฉะนั้นการที่ปฏิบัติทั้งหมดศีลก็คือหัวใจ   “เจตนา หัง  สีลัง  วทามิ”  อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น   ทำให้มนุษย์ของเรานั้นมีความเมตตาตน   เมตตาสัตว์อยู่ด้วยกันเป็นพี่เป็นน้องดั่งที่กล่าวมาว่า   สาวกทั้งปวงนั้นมาจากห้องร้านบ้านตลาดคนละแห่งละหน   แต่เมื่อมาถึงกันแล้วชาติตระกูลไม่สำคัญ    สำคัญมีความรักความใคร่ความถือกันเป็นพี่เป็นน้องมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน  ความเห็นตรงกัน  ไม่แยกหนทาง


          ดูกายด้วยกันทั้งนั้น   สำเร็จมรรคผลนิพพานด้วยการพิจารณากายทั้งนั้น   ถ้าเราไม่พิจารณาอย่างนี้จะเอาอะไร    ลูกเต้าหลานเหลนเป็นการแก้กิเลสมั๊ย   เงินทองกองแก้วเป็นการแก้กิเลสมั๊ย    ข้าวน้ำอาหารเป็นการแก้กิเลสมั๊ย   ถูสบู่ตัดหูตัดตาตัดขาตัดแข้งตัดเนื้อตัดหนังตัดเอ็นตัดกระดูก  กิเลสจะหมดมั๊ย   ไปนั่งด่าคนตลอดปีตลอดชาติกิเลสจะหมดมั๊ย    ไม่มีทางหมด   ไปนั่งอ้าปากกินอากาศไม่ต้องกินข้าว กิเลสหมด  กลับไม่มีทางหมด   มันหมดเพราะเราสร้างสติสร้างปัญญา   ถ้าเราสร้างสติสร้างปัญญาแล้ว   เราย่างไปย่างหนึ่งก็เป็นอนัตตา  สองย่างก็เป็นอนัตตา  นี่ถือว่าสร้างปัญญาแล้ว   การละกิเลสตัณหาอวิชชาแล้วไม่วันหนึ่งก็วันหนึ่งถือว่าได้ปลูกนิสัย  ปัจจัยอันมีค่าในตัวของตัวเอง 


          เพราะฉะนั้นหลักการแห่งพระพุทธศาสนานั้นเราทุกคนให้เชื่อตัวเอง   อย่างที่กล่าวมาแล้ว   ทุกคนอยากจะพอเพียงไม่อดไม่อยาก    ไอ้ส่วนหนึ่งนั้นที่ผู้อยู่เหนือหัวพวกเราหาเกษตรพอเพียงให้ประชาชนนั้น   ท่านหามาให้พวกเราเลี้ยงปลาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ปลูกผัก   ใช้เกษตรพอเพียง   แต่หลวงพ่อหาเกษตรพอเพียงให้พวกเราคือให้พวกเรารักศีลรักธรรมมาก ๆ  แล้วเราก็จะได้ไปอยู่ไปกินตลอดอสงไขยไม่มีทางหมด   ไม่มีความแก่ความเจ็บความตายไม่มีป่าช้า  พระไม่สวดก็ตามที   ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งแข่งดี  ไปหาที่ไหนได้ในโลก   มีเงินร้อยเงินล้านก็ยังต้มยังแกงยังพลัดพรากจากกันหนี    แต่ศีลธรรมของเรานั้น  เรานั่งอยู่ที่ไหนก็เป็นสมบัติของพวกเรา  เรายืนอยู่ตรงไหนจะเป็นสมบัติของพวกเรา   เราพิจารณาตรงไหนก็เห็นตรงนั้น  ยืนก็เห็น  นั่งก็เห็น  นอนก็เห็น  เดินก็เห็น  เห็นอยู่ทุกเวลา   ไม่เหมือนกับแม่น้ำลำคลองหรือเงินทองกองแก้วห้องหอ   อันนั้นเราหนีละเราไม่เห็น


          ส่วนจิตใจที่เป็นศีลธรรมความละอายต่อบาป  ความเกรงกลัวต่อบาปก็ดี   ความรู้สึกนึกคิดก็มีผ่องใสอยู่ทุกเวลาไม่มีความเศร้าหมอง  พระอินทร์พระพรหมจะเก็บวันเวลาไว้ไม่ได้  ใคร ๆ ก็เอาไว้ไม่ได้   ถ้าอย่างนี้แล้วเราจะไม่รักษาศีลภาวนาหรือ   ถ้าเราไม่รักษาศีลภาวนาจะเอาอะไร  ไม่เอาธรรมะมาขัดเกลา   ไม่เอาธรรมะมาสร้างหูทิพย์ตาทิพย์เอาอะไรมาสร้าง   สิ่งอื่นไม่ใช่จะสร้างหูทิพย์ตาทิพย์    สิ่งอื่นไม่ใช่จะสร้างสวรรค์  สร้างนิพพาน  ให้พวกเราร่มเย็นเป็นสุข  น้ำอะไรสู้น้ำใจของเราไม่ได้  น้ำฟ้าน้ำฝนมันล้นท่วมเมืองอุบลฯ   ล้นจากนั้นมาท่วมบุรีรัมย์  มาท่วมศรีสะเกษ  เดี๋ยวนี้เป็นเหตุท่วมอยู่เมืองนครศรีธรรมราช  สุราษฏร์ธานี   แต่น้ำใจไหลไปเถอะ  ไหลไปถึงปู่ถึงตาถึงย่าถึงยาย  ถึงเพื่อนถึงฝูงถึงลุงถึงป้า  สัตว์น้ำสัตว์บกนรกเปรตอสุรกาย  มีความยินดีต้อนรับกับน้ำใจประกอบไปด้วยความเมตตาอารี   ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่   ผู้ให้ก็มีประโยชน์   ผู้รับก็มีความผาสุก  เพราะฉะนั้นผู้รักษาศีลกินทานการกุศลทุกคนคงหลั่งน้ำใจไปถึงปู่ถึงตาถึงย่าถึงยาย   สัตว์ทั้งหลายกำลังร้อนอยู่ด้วยเพลิงทุกข์และกิเลส   ร้องไห้ร้องห่มขาดพี่ขาดน้องขาดอยู่ขาดกิน  ขาดเงินขาดทองขาดศีลขาดธรรม  ขาดความรู้ขาดความสามารถ   เพราะฉะนั้นวันนี้จึงมาปาฐกถาบรรยายธรรมะนั้น   เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลาจบลงมาพอดีเลย  สวัสดี


 

ค้นหา (พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา แล้วกดปุ่ม Enter)

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

Banner

เข้า Facebook ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดวะภูแก้ว

Banner

แห่เทียนพรรษา 2558

Banner

ฐานิยปูชา 2556

Banner

www.thaniyo.net

Banner

ฐานิยปูชา 2555

Banner

เชิญชม วิดีโอ การแสดงธรรมของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

วัดป่าสาลวัน

Banner

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

palungdham.com

Banner

ฐานิยปูชา 2553

Banner

visitwallpapers.com

Banner

สำรวจความคิดเห็น

เหตุผล สำคัญที่สุด ในการเข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ?
 

แบบสำรวจความคิดเห็น

วัดวะภูแก้วควรปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด
 

แบบสำรวจ

พระสงฆ์ในทัศนะของท่าน ?
 

โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านได้ที่สมุดเยี่ยม

Banner