Home เรื่องเล่าตอนเข้าค่าย อวสานของฝันร้ายและภาพหลอน
อวสานของฝันร้ายและภาพหลอน
Tuesday, 01 December 2009 04:23

         

A Beautiful Mind

          A Beautiful Mind


          เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองหลายรางวัล


          ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะผู้หนึ่งที่คิดทฤษฎีสำคัญระดับโลกตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี และทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในอีก 50 ปีต่อมา


          จอห์น แนช คือชื่อของนักคณิตศาสตร์ผู้นี้ ที่ชีวิตต้องกลับพลิกผันเนื่องจากเป็นโรคจิตเภท ในภาพยนตร์เรื่องนี้อาการป่วยของเขาก็คือการเห็นภาพหลอนของคน 3 คน คนหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องพัก อีกคนหนึ่งเป็นลูกเพื่อน คนสุดท้ายเป็นสายลับของรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งมาชวนให้เขาทำงานต่อต้านนักจารกรรมต่างชาติ สายลับคนนี้ชักนำให้เขาทำอะไรต่ออะไรมากมายที่แปลกประหลาด และสร้างความพิศวงงงงวยให้แก่ภรรยาและเพื่อนๆ

 

A Beautiful Mind

 

          แนชมารู้ภายหลังว่าทั้ง 3 คนไม่มีอยู่จริง หากเป็นภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นเองอย่างเป็นตุเป็นตะมานานหลายปี แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ ทั้งสามคนก็ยังไม่ยอมหายไป หากตามมาหลอกหลอนเขาทุกหนแห่งจนไม่เป็นอันทำอะไร


          แนชพยายามขับไล่ภาพหลอนทั้งสามออกไป บางครั้งถึงกับต่อสู้ปลุกปล้ำกับสายลับตนนั้น แต่นั่นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของเขาแย่ลง ใครๆ ก็เห็นว่าเขาบ้าแน่ที่ตะโกนโหวกเหวกและวิ่งเตะต่อยลมอยู่คนเดียว


          เขาถูกจับส่งโรงพยาบาลบ้าและรักษาตัวอยู่หลายปี ออกมาแล้วก็ยังเห็นภาพหลอนทั้งสามอยู่ แต่ระยะหลังเขาเริ่มเปลี่ยนท่าที แทนที่จะขับไล่และเข้าไปพันตูกับภาพหลอนเหล่านี้ เขาเริ่มไม่ให้ความสนใจกับมัน มันจะพูดจาชักชวนวิงวอนหรือท้าทายยั่วยุอย่างไร เขาก็ทำหูทวนลม ไม่อินังขังขอบ กำลังทำอะไรอยู่ ก็ทำสิ่งนั้นต่อไป

A Beautiful Mind

 

 

          ทีนี้ได้ผล ภาพหลอนแผลงฤทธิ์น้อยลง แม้จะยังมาปรากฏตัวอยู่ แต่ทิ้งห่างนานขึ้น หลายสิบปีผ่านไป ภาพหลอนก็ยังมาโผล่ให้เห็นเป็นครั้งคราว แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว เขารู้วิธีที่จะอยู่กับมันได้อย่างสันติ


          ในชีวิตจริงของแนช เขามีอาการหูแว่ว มิได้เห็นภาพหลอนอย่างในภาพยนตร์ แต่เรื่องราวที่ถ่ายทอดในภาพยนตร์ ก็ให้แง่คิดเกี่ยวกับจิตใจของคนเรามิใช่น้อย ถึงแม้จะไม่ได้ป่วยเป็นจิตเภทเลยก็ตาม


          คนปกตินั้นไม่เห็นภาพหลอนก็จริงอยู่ แต่ก็มักถูกความรู้สึกนึกคิดบางอย่างหลอกหลอนอยู่เสมอมิใช่หรือ เช่น อารมณ์โกรธ เกลียด พยาบาท หรือ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มั่นใจตนเอง


          บางคนเวลาจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ความล้มเหลวในอดีตก็ตามมาหลอกหลอน เสียงพร่ำย้ำเตือนว่า “ทำไม่ได้ ๆ ๆ” รบกวนจิตใจไม่รู้เลือน จะผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับใครสักคน ความกลัวว่าจะถูกปฏิเสธหรือผิดหวัง ก็ตามมารังควานจิตใจ


          ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ก็เหมือนกับภาพหลอนในภาพยนตร์เรื่องที่กล่าวมา 

A Beautiful Mind

จอห์น แนช

 

          อย่างแรกที่เหมือนกันก็คือมันเป็นสิ่งที่จิตเราปรุงแต่งขึ้นมาเอง


          เหตุการณ์บางอย่างแม้จะเคยเกิดขึ้นจริงในอดีต แต่อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มิใช่ของจริงในปัจจุบัน เมื่อได้ที่หวนคำนึงถึงมันก็เท่ากับว่ามันกำลังถูกปรุงแต่งขึ้นมา


          ความเหมือนประการที่สองก็คือ ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ยิ่งขับไล่ไสส่ง มันยิ่งอยู่ยงคงทน ยิ่งสู้รบตบมือกับมัน มันยิ่งอาละวาด พิษสงเพิ่มพูนขึ้น ยิ่งไปให้ความสนใจกับมัน มันยิ่งมีกำลัง


          ในภาพยนตร์เรื่อง A Beautiful Mind ภาพหลอนทั้งสามพยายามเรียกร้องความสนใจจากแนช ขณะที่ภาพหลอนของสายลับพยายามพูดจายั่วโมโห ภาพหลอนของเพื่อนกลับพูดจาวิงวอนของความเห็นใจ


          เมื่อใดที่แนชหันไปใส่ใจภาพหลอน มันก็ยิ่งได้ใจและมีอำนาจเหนือจิตใจของเขามากขึ้น ซึ่งทำให้เขาต่อต้านขัดขืนมันได้น้อยลง

 

          ใช่หรือไม่ว่าความโกรธเกลียดก็เช่นกัน ยิ่งเราไปใส่ใจกับมันและทำตามอำนาจของมัน เช่น มันสั่งให้ด่า ก็ด่าตามมัน เราก็ยิ่งตกเป็นทาสของมัน กลายเป็นคนโกรธเกลียดง่ายขึ้น 


 

 A Beautiful Mind

จอห์น แนช

 

          ทำนองเดียวกันกับความกลัว ยิ่งขับไสมัน พยายามห้ามไม่ให้มันมา มันก็ยิ่งมาถี่ขึ้น เข้าทำนอง “ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ” เรื่องอะไรที่ไม่อยากคิด มันก็ยิ่งมาเร้าจิตให้คิดจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ

เคล็ดลับในการจัดการกับความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ก็คือ
เมินเฉยมัน อย่าไปให้ความสนใจมัน
มันมาปรากฏ ก็ไม่ไปขับไล่ไสส่งมัน
ขณะเดียวกันก็ไม่ไปทำตามมัน

A Beautiful Mind

 

          มันจะวิงวอนหรือยั่วยุอย่างไร ก็ทำใจวางเฉย เตือนตนด้วยมนตราคำเดียวว่า “ช่างมัน” ถือคติว่าต่างคนต่างอยู่ เขาก็อยู่ส่วนเขา เราก็อยู่ส่วนเรา


          ผีสางเทวดาอยู่คนละภพภูมิกับเราฉันใด ความรู้สึกนึกคิดที่มาหลอกหลอนเราก็ฉันนั้น โลกของเขาเป็นโลกของอดีตและความปรุงแต่ง ส่วนเราอยู่ในโลกของปัจจุบันและความจริง


          ถ้าหากว่าจิตเริ่มตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวแล้ว ทีนี้จะแผ่เมตตาไปให้เขาด้วย ก็ยิ่งดี


         แผ่ความปรารถนาดีให้ความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความรัก ให้อารมณ์รุ่มร้อนเปลี่ยนเป็นอารมณ์สงบเย็น ให้ความกลัวและความน้อยเนื้อต่ำใจไปสู่ที่ชอบๆ อย่ามารบกวนกันอีกเลย


        แต่เขาจะไปหรือไม่ไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องของเขา หน้าที่ของเราคือจดจ่ออยู่กับเรื่องราวของเรา ทำแต่ละชั่วโมงแต่ละนาทีให้ดีที่สุด


        วิธีนี้จะทำให้จิตของเรามีภูมิต้านทานมากขึ้น มีความตั้งมั่นอยู่ที่ “ตรงนี้และเดี๋ยวนี้” คืออยู่กับปัจจุบันนั่นเอง อย่างนี้แหละที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่ามี “สติ”


        เมื่อมีสติตั้งมั่น จิตไม่โอนเอียงหวั่นไหวไปกับอะไรง่ายๆ ก็หมายความว่าเรามี “ไม้ตาย” ที่จะจัดการกับความรู้สึกนึกคิดที่มาหลอกหลอน ไม้ตายนั้นก็คือการเพ่งพินิจมันด้วยจิตที่สงบและวางเฉย สิ่งหลอนนั้นไม่คงทนต่อการเฝ้าดู เมื่อเฝ้าดูด้วยสติ มันก็ยากที่จะคงทนอยู่ได้

A Beautiful Mind

 

          ไม่มีอะไรที่ภาพหลอนจะกลัวเท่ากับความจริง และความจริงจะพบได้ก็โดยการเฝ้าดูด้วยจิตที่สงบไม่หวั่นไหวเท่านั้น

แทนที่จะหนี
และถูกความรู้สึกนึกคิดร้าย ๆ ตามไล่ล่า
แทนที่จะพันตูสู้รบเพื่อขับไล่ไสส่งมัน
ลองฝึกใจไม่อินังขังขอบมันสักพัก
แล้วหันมาเฝ้าดูมันเฉย ๆ ดูบ้าง
ความจริงจะปรากฏแก่เราในที่สุดว่า
มันก็แค่สิ่งหลอนที่หามีพิษสงอะไรไม่

บทความจากวารสาร "เพื่อนธรรมชาติ" งานเขียนโดย....พระไพศาล วิสาโล


Last Updated on Tuesday, 01 December 2009 05:45
 

ค้นหา (พิมพ์คำที่ต้องการค้นหา แล้วกดปุ่ม Enter)

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

Banner

เข้า Facebook ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดวะภูแก้ว

Banner

แห่เทียนพรรษา 2558

Banner

ฐานิยปูชา 2556

Banner

www.thaniyo.net

Banner

ฐานิยปูชา 2555

Banner

เชิญชม วิดีโอ การแสดงธรรมของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

วัดป่าสาลวัน

Banner

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Banner

palungdham.com

Banner

ฐานิยปูชา 2553

Banner

visitwallpapers.com

Banner

สำรวจความคิดเห็น

เหตุผล สำคัญที่สุด ในการเข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ที่วัดวะภูแก้ว ?
 

แบบสำรวจความคิดเห็น

วัดวะภูแก้วควรปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด
 

แบบสำรวจ

พระสงฆ์ในทัศนะของท่าน ?
 

โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านได้ที่สมุดเยี่ยม

Banner