| วิธีการทำสมาธิเบื้องต้น |
| Thursday, 23 April 2009 13:33 | |
|
ปฏิญาณตนยึดพระพุทธองค์เป็นตัวอย่าง การฝึกหัดทำสมาธิ หรือการปฏิบัติสมาธิภาวนา เรามีความมุ่งหมายที่จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ มีสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดในธรรมะตามความเป็นจริง เพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยละกิเลสโลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในจิตในใจของเรา ดังนั้น ก่อนอื่น เราจึงได้ปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก เสร็จแล้วก็ได้สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ตามกำลังและความสามารถของตน พระไตรสรณคมณ์ที่เราปฏิญาณตนถึง ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลตัวอย่างแห่งการเสียสละ เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ดังนั้น เราจึงปฏิญาณตนถึงโดยที่จะยึดเอาพระองค์เป็นตัวอย่าง การฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้างดเว้นหมดแล้ว การลักทรัพย์ พระพุทธเจ้าก็งดเว้น การประพฤติผิดอพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าก็งดเว้น มุสาวาทา พระพุทธเจ้าก็งดเว้น สุราก็งดเว้น การบริโภคอาหารในเวลาวิกาลคือตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงตะวันขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็งดเว้นแล้ว การดูการฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคมดนตรี การดูการเล่นเป็นเสี้ยนหนามเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ การประดับ การตกแต่งด้วยระเบียบของหอม ดอกไม้ เครื่องย้อม เครื่องทา พระพุทธองค์ก็ทรงงดเว้นโดยเด็ดขาดแล้ว การนอนที่นอนอันสูง ที่นอนอันใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่นและสำลี พระองค์ก็งดเว้นขาดแล้วเพราะพระองค์เป็นผู้งดเว้นโทษดังที่กล่าวนั้น เราจึงปฏิญาณตนถึงเพื่อจะเลียนแบบพระองค์ท่าน คือ จะประพฤติปฏิบัติด้วยความเป็นผู้งดเว้นเช่นเดียวกัน ตัดกิเลสยังไม่ได้ ใช้ศีลข่มไว้ก่อน การที่กิเลสโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น เรานึกถึงศีลดังที่กล่าวมาแล้ว เราไม่ละเมิดศีลข้อนั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นการตัดทอนกำลังของโลภ โกรธ หลง ให้น้อยลง จงฝึกจิตฝึกใจ อาศัยความอดทนงดเว้นด้วยเจตนา ในเมื่อโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นมา เราไม่สนองความต้องการของมัน เราเอาศีลมาเป็นเครื่องสกัดกั้นเอาไว้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นการขจัดกิเลสส่วนหยาบๆ ที่จะพึงล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา เมื่อเรางดเว้นกิเลสหยาบๆ ด้วยกาย ด้วยวาจา ได้โดยเด็ดขาด จนกระทั่งเจตนาความตั้งใจจะงดเว้นกลายเป็นเรื่องคล่องตัว จนรู้สึกว่าเราไม่ได้ตั้งใจที่จะงดเว้นโทษนั้นๆ แต่เพราะอาศัยการงดเว้นที่คล่องตัวชำนิชำนาญจนเป็นนิสัย ทำให้เกิดพลังงาน ให้จิตมีความดูดดื่มในความดี มีแนวโน้มไปในทางที่เป็นบุญเป็นกุศล จนเป็นนิสัยฝังลึกลงไปในจิตเจตนาที่จะงดเว้นโทษนั้นๆ ได้เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ได้ชื่อว่าเป็นการตัดทอนกำลังของกิเลส หรือหักปีกหักหางของกิเลสให้มันอยู่ แม้ว่ามันจะยังอยู่ในจิตใจ แต่เราไม่ทำอะไรตามคำสั่งหรือคำบงการของมัน ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้พยายามที่จะขจัดโทษอย่างหยาบที่จะล่วงเกินด้วยอำนาจของกิเลส ด้วยอำนาจแห่งศีล อันนี้คือข้อปฏิบัติ จุดประสงค์ของการสมาทานศีล กิเลสโลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในจิตของเรานั่น เราจะตั้งใจละเอา ๆ ๆ นั่น มันละไม่ได้ ความจริงเรื่องการฝึกสมาธิวิปัสสนา ท่านทั้งหลายก็เคยได้อบรมและได้ฝึกมาบ้างพอสมควรแล้ว เมื่อพูดถึงเรื่องวิธีการที่จะปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา เปิดการอบรมทีไร เราก็พูดถึงเรื่องสมถะ ถึงเรื่องวิปัสสนา อยู่ในหลักอันเดิมนี่แหละ ดังนั้น วันนี้จะขอแนะวิธีการปฏิบัติสมาธิขั้นสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป โดยจะเริ่มต้นด้วยการบริกรรมภาวนาเป็นหลักเอาไว้ก่อน บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้ปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกแล้ว ขอให้ท่านกำหนดรู้ภายในจิตของตัวเองว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่จิตของเรา เมื่อเรากำหนดรู้จิต รู้ เป็นอาการแห่งพระพุทธเจ้า การทรงไว้ซึ่งสติสัมปชัญญะประคองจิตอยู่ในองค์ภาวนา ได้ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งพระธรรม ความตั้งใจสังวรระวัง เอาใจจดจ่อต่อการกำหนดอารมณ์ที่บริกรรมภาวนาหรือพิจารณาอยู่ ได้ชื่อว่ามีพระสงฆ์อยู่ในจิต ดังนั้นเมื่อเรามีความรู้สำนึกอยู่ที่จิตของเรา เราจึงมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในจิตตลอดเวลา ดังนั้น ณ โอกาสนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงกำหนดบทบริกรรมภาวนา พุทโธ ในจิต นึก พุทโธๆๆๆ เพียงแต่นึกพุทโธที่จิตอย่างเดียวก็ได้ หรือจะนึก พุธ พร้อมลมเข้า โธ พร้อมลมออกก็ได้ นึกอยู่อย่างนั้นแหละ หน้าที่ของท่านมีแต่นึก พุทโธๆๆๆๆ รู้อยู่ที่ลมหายใจอย่างเดียว อย่าไปกดหรือไปข่มจิตให้มีความสงบ อย่าไปบังคับจิต และไม่ต้องเอาไปตั้งไว้ที่ไหน เอาจิตไว้กับพุทโธ เอาพุทโธไว้ที่จิต มีสติรู้พร้อมอยู่ที่จิต ในขณะที่นึก พุทโธ พุทโธก็เป็นที่อาศัยระลึกของสติ เมื่อจิตนึกพุทโธจนคล่องตัว จนติด สติรู้พร้อมอยู่ในขณะจิตนั้น ไอ้เจ้าจิตมันนึกพุทโธอยู่ไม่หยุด สติก็รู้พร้อมอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจ เรียกว่าผู้ภาวนาพุทโธก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ผู้ทำหน้าที่รู้ก็รู้เองโดยอัตโนมัติ เหมือนๆ กับเราไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าจิตของเรานึก พุทโธๆๆ เอง
|
|
| Last Updated on Thursday, 23 April 2009 13:37 |